Asia DiningAsia Dining
Por_af

สถิติส่วนตัว :

รีวิวเป็นคนแรก:3
รีวิว:17
รูปภาพที่อัพโหลด:120
วิดีโอที่อัพโหลด:0
ร้านโปรด0
รีวิวแนะนำ:2
แนะนำ:1
Following: 24
Followers: 10

แสดง 1 ถึง 15 จาก 17 รีวิว
1 2
เรียงตาม:
จังหวัด:
นัดกันมากินที่ 103+ factory
ก็โอเค 2012-05-21
103+ Factory ( สามเสนใน )
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว หลังจากทำงานเหนื่อยมาทั้งอาทิตย์ กับการเลิกงานวันศุกร์หลังวันแรงงาน ชนชั้นแรงงานอย่างเราๆก็เลยนัดรวมพลกันไปหาอะไรกินกันซักหน่อย แต่วันศุกร์ต้นเดือนอย่างงี้ ไปที่ไหนๆคนก็เต็มไปหมด ก็เลยแวะไปที่ร้านที่พึ่งเปิดได้ไม่นานนัก เพื่อลดการปะทะของฝูงชนจำนวนมหาศาล

103+ Factory เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในซอยอารีย์ 4 อยู่ใกล้ๆสถานีรถไฟฟ้าอารีย์ หลังจากเลี้ยวเข้าไปในซอยอารีย์แล้ว ก็นับ หนึ่ง สอง สาม สี่ ซอยทางซ้าย เดินเข้าไปประมาณครึ่งซอย แอบลึกนิดนึงครับ แต่พอดีนัดกับเพื่อนที่ออฟฟิศเก่าอยู่แถวนั้น ก็เลยไปกินกันที่นี่

ตัวร้านจัดแบบง่ายๆสบายๆ เหมาะกับการมานั่งเล่นๆคุยกันเรื่อยๆ เน้นโทนสีเป็นสีดำตัดกับขาว ดู Cozy ดีครับ

 

 

ที่นี่เน้นขายอาหารไทย-ฝรั่งแบบฟิวชั่น แต่ด้วยความที่ร้านยังเปิดมาได้ไม่นานนัก เลยมีเมนูให้เลือกไม่มาก แต่ก็มีของชูโรงอีกอย่างคือเบเกอรี่ ที่นำมาเรียงรายให้เลือกสรรกันได้อย่างลายตา แต่ก่อนที่จะลุยกับของหวาน ก็สั่งของคาวมากินกันก่อน

เปิดรายการมาด้วยนี่เลยครับ ออเดิร์ฟเป็นปอเปี๊ยะแฮมชีสราดซอสไข่กุ้ง ราคา 120 บาท แค่ชื่อก็น่าทานแล้ว รสชาติออกเค็มๆแต่ไม่ได้จัดจนเกินไป แต่ทอดออกมาได้อมน้ำมันนิดหน่อย ยิ่งราดด้วยซอสไข่กุ้งที่เป็นครีมซอสแล้ว รสชาติเลยแอบเลี่ยนเล็กน้อย

ต่อไปเป็นลาบแซลมอนครับ เป็นแซลมอนดิบราดด้วยน้ำลาบ จานนี้ราคา 140 บาท ที่จริงแซลมอนไม่ได้สดแบบจี๊ดๆ แต่เอามาทำเป็นลาบ ก็เลยไม่ขี้เหร่นัก พอใช้ได้ โดยส่วนตัวชอบกินยำแซลมอนมากกว่าครับ

สปาเกตตี้เบคอนผัดแห้ง ราคา 150 บาท อันที่จริงก็คือสปาเกตตี้ผัดขี้เมานั่นเองครับ เส้นเป็นเส้นแบบเกรดปานกลาง จึงไม่หนึบนัก ออกไปทางร่วนนิดหน่อย แต่ก็ไม่แย่เกินไป รสชาติเน้นออกเค็มและค่อนข้างหนักพริกไทยดำพอสมควร แต่ก็ไม่ขอบ่นอะไรมากนัก เพราะกับราคา 150 บาทแล้ว ถ้าใช้ของดีทั้งหมดคงขาดทุนแน่ครับ

 

มาที่ของหวานกันบ้างดีกว่า มีให้เลือกเต็มตู้เลย จะกินอะไรดีน๊า

 

มาดูกันให้ชัดๆ

 

แต่ดูๆแล้วเป็นเค้กที่กินแบบจริงจังมากมาย หลังอาหารก็เลยขอแค่เค้กเนื้อเบาๆกินง่ายๆมา และเลือกรสช็อคโกแลตมาเพื่อลดระดับความเลี่ยน เป็นเครปเค้กช็อคโกแลต ที่เสิร์ฟมาได้น่ารักมากครับ เป็นเขียงไม้ และมีช้อนส้อมไม้ และมีซอสช็อคโกแลตเสิร์ฟมาให้ราดเพิ่มด้วย ทำให้ดูน่ากินขึ้นมากเลยทีเดียว

 

และแล้วก็จบมื้อนี้ไปแบบเบาๆ กับราคาอาหารประมาณ 250 บาทต่อหัว โดยรวมรสชาติอาหารก็กลางๆครับ แต่เอาไว้นั่งพักผ่อนทานข้าวเย็นแบบมื้อเบาๆก็ถือว่าโอเคทีเดียว

วันที่ไปกิน:
2012-05-04

ค่าใช้จ่าย:
โดยประมาณ
THB250(มื้อเย็น)

คะแนนสำหรับร้านนี้
  • Taste (4)
  • Environment (4)
  • Service (5)
  • Clean (5)
  • Price (4)
ให้คะแนนรีวิวนี้

  • กด Like!

    0

  • เจ๋งสุด

    0

  • เห็นแล้วหิว

    0

  • ประทับจิต

    0

  • น่ากินโฮก

    0

  • รูปแจ่ม!

    0
กลิ่นอายวัฒนธรรมตะวันตกในใจกลางย่านธุรกิจ
ก็โอเค 2012-05-16
โคโลเนียล บิสโทร ( ทุ่งมหาเมฆ )
ในซอยเล็กๆของย่านธุรกิจที่สับสนวุ่นวายใจลางเมืองกรุงเทพมหานคร ไม่ไกลไปจากแยกนราธิวาส ที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างถนนที่ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในแหล่งที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุดในประเทศไทย คือถนนสาทรและถนนนราธิวาส ใครจะสามารถจินตนาการได้ ว่าจะมีร้านอาหาร ที่ตกแต่งด้วยไสตล์ยุโรปตอนกลาง ในบรรยากาศของชนบทยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูงระฟ้า รายล้อมไปด้วยนักธุรกิจและพนักงานบริษัททั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ตัวอาคารเป็นตึกที่ได้รับการตกแต่งใหม่ ให้ขับกลิ่นอายของวัฒนธรรมตะวันตกออกมาได้อย่างเต็มที่ การใช้กระจกแทนผนัง และการปรับโครงเพดานให้สูง สร้างความรู้สึกโปร่ง พร้อมกับความใส่ใจในรายละเอียดของการประดับตกแต่งอย่างมีรสนิยม และเพลงประกอบในไสตล์ classical jazz ทำให้ร้าน Colonial Bistro เป็นร้านอาหารที่สร้างความแตกต่างและโดดเด่นออกมาจากอาคารและสิ่งปลูกสร้างโดยรอบได้อย่างชัดเจน

ภายในร้าน หลังบานประตูกระจก ที่เปิดเข้าไป เป็นเคาน์เตอร์ พร้อมกับเครื่องทำกาแฟ พร้อมมุมนั่งสบายๆ ที่มีคาแรกเตอร์แตกต่างกันออกไป แต่ก็เข้ากันได้อย่างประหลาด ชวนให้รู้สึกน่านั่งจิบชาหรือกาแฟ เพื่อหลบหนีจากความวุ่นวาย และคลายความเครียดจากการทำงานลงไปได้อย่างดี

บนชั้นสอง เป็นโซนที่จัดเอาไว้เพื่อบริการลูกค้าที่ต้องการรับประทานอาหาร ถูกตกแต่งไว้อย่างขาวสะอาด ด้วยชุดเฟอร์นิเจอร์ที่เน้นโทนสีขาวสไตล์วินเทจ พร้อมโซนเก้าอี้หวายริมหน้าต่าง และโซนโซฟาในช่วงกลางร้าน

ความใส่ใจในรายละเอียดของร้าน ยังครอบคลุมไปถึงระดับของการบริการ ที่เน้นความสุภาพ เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายหรือกระทั่งการพูดจา

สำหรับอาหาร ร้าน Colonial Bistro ก็ได้เตรียมรายการเอาไว้เพื่อรองรับความหลากหลายทางด้านรสนิยม ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อิตาลี หรือแม้แต่อาหารสไตล์ฟิวชั่น ที่เป็นการผสมผสานวัตถุดิบปนแบบไทย นำมาปรุงด้วยวิธีการแบบตะวันตก เพื่อสร้างความแตกต่างและแปลกใหม่ให้กับแมนูของร้านได้อย่างมีศิลปะ

เมนูที่เสิร์ฟมาในวันนี้ แบ่งเป็น main course คือ ลาวิโอลีครีมต้มยำ และเฟตตูชินีครีมเพสโต แซลมอน พิทาชิโอ พร้อมกับ side dish อันประกอบด้วยปลาหมึกชุบแป้งทอดเคลือบชีส

สำหรับเรื่องรสชาติ ทางร้านเน้นทำโดยเน้นรสชาติที่ละมุน ไม่เน้นไปทางเค็ม หวาน หรือเผ็ด แต่ค่อนข้างบกพร่องไปในทางรสสัมผัส และวิธีการปรุง โดยลาวิโอลีครีมต้มยำ มีการใช้ครีมค่อนข้างเยอะ ทำให้กลบกลิ่นและสัมผัสของเครื่องต้มยำ และการต้มลาวิโอลี ทำได้ยังไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้บางชิ้นแข็ง ในขณะที่บางชิ้นก็นิ่มเกินไป

สำหรับเฟตตูชินีครีมเพสโต แซลมอน พิทาชิโอ เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่นำเสนอออกมาได้อย่างเข้าท่า หากแต่ความเข้มข้นของเนื้อพิทาชิโอ ที่ปรุงเข้ากับเนื้อครีม โดยทานคู่กับเส้นเฟตตูชินี มีรสสัมผัสที่หนักไปทางแป้ง แ่ต่ก็ไม่ได้หนักจนเกินไป และความโดดเด่นด้วยรสชาติและกลิ่น ที่ทำให้จานนี้ กลายเป็นจานแนะนำประจำร้านได้

 

และสำหรับ side dish ปลาหมึกชุบแป้งทอดเคลือบชีส ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับครีมซอส เป็นจานที่ทำออกมาได้่ค่อนข้างดี เนื้อปลาหมึกไม่เหนียว และทอดออกมาไม่ชุ่มน้ำมัน ทำให้ไม่รู้สึกเลี่ยนเมื่อจิ้มครีมซอสที่เสิรฟมาพร้อมกัน

 

ส่วนเรื่องราคาอาหาร มื้อนี้จบลงด้วยค่าใช้จ่ายประมาณ 600 บาท ซึ่งประกอบด้วยน้ำเปล่า อาหารจานหลักสองจาน เครื่องเคียงหนึ่งจาน และ service charge อีก 10% เรียกว่าเป็นมื้อที่ไม่แพงจนเกินไปสำหรับคุยธุรกิจ หรือแม้กระทั่งพาคนรักมาเปลี่ยนบรรยากาศในการรับประทานอาหาร

เมนูแนะนำ:
เฟตตูชินีครีมเพสโต แซลมอน พิทาชิโอ

วันที่ไปกิน:
2012-04-05

ค่าใช้จ่าย:
โดยประมาณ
THB300

คะแนนสำหรับร้านนี้
  • Taste (4)
  • Environment (5)
  • Service (5)
  • Clean (5)
  • Price (5)
ให้คะแนนรีวิวนี้

  • กด Like!

    0

  • เจ๋งสุด

    0

  • เห็นแล้วหิว

    0

  • ประทับจิต

    0

  • น่ากินโฮก

    0

  • รูปแจ่ม!

    0
มื้อเบาๆกับบรรยากาศเบาๆ
ยิ้ม 2012-05-15
ออน เดอะ เทเบิล ( จตุจักร )
พอดีวันนี้เดินๆซื้อของที่พันธุ์ทิพย์อยู่ดีๆก็มีคนมาชวนไปเดินจตุจักร หลังจากเดินจตุจักรก็เลยไปกินข้าวต่อที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ถึงแล้วก็เดินหาของกิน เข้ามาปุ๊บ ตรงทางเข้าที่ชั้น 1เลย ก็เจอร้านๆนึงที่บรรยากาศน่านั่งดี เคยได้ยินชื่อมานาน ก็เลยลองซะหน่อย ( -*- เกี่ยวกันไม๊เนี่ย )

เข้ามาถึงแล้วนึกว่าอยู่ญี่ปุ่นครับ เพราะภายในร้าน เน้นการตกแต่งแบบ minimal คือเป็นแนวคิดการตกแต่งแบบคลีนๆ ธีมสีหลักคือขาว เทา และสีน้ำตาลอ่อนของไม้แบบโอ๊ค เป็นแนวคิดที่สร้างความรู้สึกเป็นกันเอง เบาๆ สบายๆ และสร้างความรู้สึกอบอุ่นด้วยการใช้วัสดุที่เป็นผ้าสี earth tone เข้ากับเฟอร์นิเจอร์สีโอ๊คได้เป็นอย่างดี และทำให้ soft ลงไปอีกด้วยแสงไฟสี warm light

 

 

ถ้าอยากเห็นภาพความเป็น minimal ให้ชัดยิ่งขึ้น ลองเดินเข้าไปดูในร้าน muji ก็ได้ครับ เป็นแนวการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายของดีไซน์ ใช้เส้นน้อยๆ สีน้อยๆ

 

ฝั่งนึงของกำแพง ใช้เส้นสีดำมาตัดกับผนังสีขาวครีม วาดออกมาเป็นกราฟฟิกรูปแบบ imagination friend มีสัตว์ประหลาดในจินตนาการออกมาเล่นกับเครื่องครัวและเครื่องปรุงอย่างสนุกสนาน ภายใต้คอนเซปต์ที่ว่า บนโต๊ะอาหาร ไม่มีใครแก่ (ที่จริงเขียนเป็นภาษาอังกฤษครับ แต่จำไม่ได้แล้วว่าเขียนว่าอะไร) คือเน้นที่ความสนุกร่วมกันบนโต๊ะอาหารนั่นเอง

 

 

เห็นไม๊ครับ แม้แต่การเลือกใช้เครื่องประกอบอาหารหรือของตกแต่งบนโต๊ะ หรือแม้แต่ขวดน้ำ ที่ใส่ช้อน หรือที่รองแก้ว ก็ยังดูน่ารักในแบบ minimal เลยครับ lol

แม้แต่พนักงานก็ยังแต่งตัวแบบ minimal คือเป็นอารมณ์แบบแม่บ้านญี่ปุ่นเลย บริการค่อนข้างสุภาพทีเดียว แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา อยากเห็นลองไปดูที่ร้านก็แล้วกันนะครับ mad

สิ่งเดียวที่รู้สึกขัดใจบ้างก็คงเป็นเรื่องของเพลงประกอบบรรยากาศ ที่ไม่ได้เจาะจงไปในแนวใดแนวหนึ่ง เดี๋ยวก็คลาสสิก เดี๋ยวก็ป๊อป เดี๋ยวก็บอสซ่า เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ตามธีมไม่ทัน หรือเพราะว่าเน้นความสนุกและหลากหลายก็ไม่รู้ แต่ผมว่าไม่น่าใช่ -*-

มาถึงเรื่องอาหารกันบ้าง ร้าน On the table เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ทำอาหารแบบฟิวชั่น เป็นร้านที่รวมเมนูลูกผสม ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นอิตาลี ญี่ปุ่นฝรั่งเศส ญี่ปุ่นไทย หรือแม้แต่ไทยอิตาลี สรุปก็คือเป็นร้านรวมเมนูลูกครึ่งมาให้เลือกกันอย่างหลากหลาย สำหรับวันนี้ ผมเลือกขึ้นมาเป็นทูน่าสลัดครับ ไม่เหมือนทูน่าสลัดแบบฝรั่งเศสนะครับ หน้าตาเป็นแบบนี้

 

ดูดีทีเดียวครับ ราคาประมาณ 170 บาท ประกอบด้วยผักสลัด มะเขือเทศ และใช้น้ำสลัดใสแบบญี่ปุ่น ที่เน้นกลิ่นหอมของงาดำและงาขาว พร้อมกับความเปรี้ยวแบบบาลซามิกแบบอิตาลี ให้รสหวานจากน้ำตาล และความเค็มเบาๆจากเกลือ นั่นทำให้เกิดความแตกต่างจากทูน่าสลัด มีรสครบแบบหวานนำ เปรี้ยวตาม และตบท้ายด้วยเค็มเบาๆ โดยที่กลิ่นงาไม่ได้ทำให้รสชาติของจานเสียไป และไม่ได้กลบรสชาติของทูน่าและพริกไทยดำเลยครับ

 

พระเอกของจาน เป็นทูน่าหมักพริกไทยดำ แล้วจี่ให้สุกแต่ผิว โดยที่ข้างในยังคงดิบอยู่ ทูน่าสดใช้ได้ทีเดียว กินเข้ากับผักสลัดและน้ำสลัดเป็นอย่างดี :chopstickbowllol

อีกเมนูนึงที่สั่งเป็นเมนูที่คงคุ้นเคยกันดี สปาเก็ตตี้ผัดขี้เมาครับ

 

รสชาติค่อนข้างจัดจ้านทีเดียว เน้นความเผ็ดแบบพริกแห้ง แต่เค็มนำค่อนข้างโดด กลิ่นโหระพา กระเทียม ค่อนข้างครบ ใช้เส้นอย่างดี ลวกออกมาได้กำลังดี ไม่เละไป ไม่แข็งไป เบคอนทอดกรอบและไม่เค็มไป ไม่ไหม้ คิดว่าไม่ได้โดดเด่นไปกว่าร้านอาหารดีๆทั่วๆไป ไม่ผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้ประทับใจ โดยรวมก็เรียกว่าอร่อยดีครับ

หลังจากนั่งกิน นั่งคุย นั่งพักผ่อนเพลินๆไปกับบรรยากาศแบบสบายๆ เป็นกันเอง เช็คบิลออกมาสี่ร้อยกว่าบาท ตกคนละสองร้อยนิดๆ ก็เป็นราคาที่เรียกว่าเกือบจะกลายเป็นมาตรฐานไปแล้วสำหรับทุกวันนี้ ก็ไม่แย่นัก เช็คบิลเสร็จก็กินน้ำแล้วก็กลับบ้านกัน lol

เมนูแนะนำ:
ทูน่าสลัด

วันที่ไปกิน:
2012-05-12

ค่าใช้จ่าย:
โดยประมาณ
THB230(มื้อเย็น)

คะแนนสำหรับร้านนี้
  • Taste (4)
  • Environment (5)
  • Service (5)
  • Clean (5)
  • Price (3)
ให้คะแนนรีวิวนี้

  • กด Like!

    0

  • เจ๋งสุด

    0

  • เห็นแล้วหิว

    0

  • ประทับจิต

    0

  • น่ากินโฮก

    0

  • รูปแจ่ม!

    0
GO GO USA!
ยิ้ม 2012-04-20
เดอะ เรน ทรี คาเฟ่ ( ลุมพินี )
พอดีวันนี้เพื่อนที่ออฟฟิสจะเดินทางไปอเมริกาครับ เลยพากันไปเลี้ยงมื้อใหญ่ที่ร้าน The Rain Tree Cafe กันครับ

The Rain Tree Cafe เป็นร้านบุฟเฟ่ต์ในโรงแรม Plaza Athenee Bangkok ครับ ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ อยู่ใ้กล้ๆทางออกเพลินจิต ระวังขับเลยนะครับ ถ้ามาจากพระรามสี่ จะต้องกลับรถ โรงแรมจะอยู่ด้านขวา ส่วนถ้ามาจากเพลินจิตจะอยู่ด้านซ้าย เข้ามาไม่นานก็ถึงแล้ว ป้ายหน้าโรงแรมจะสังเกตยากหน่อย

ส่วนร้าน Rain Tree นั้น อยู่ในตึกโรงแรม หรือตึกที่อยู่ติดกับถนนใหญ่นั่นเอง จอดรถแล้วก็เดินออกมาหน่อยครับ ร้านอยู่ใกล้ๆกับ Lobby

การตกแต่งร้าน เป้นบรรยากาศแบบร้านในดรงแรมเลย คือเน้นหรู และดู modern ตาม concept ของโรงแรม เปิดเพลงแนว Lounge เข้ากับบรรยากาศสลัวๆ เหมาะกับการนั่งจิบไวน์ หรือจัดปาร์ตี้เล็กๆ ข้อดีคือเสียงดังก็ไม่มาว่าครับ (แต่ต้องดังแบบไม่น่าเกลียด) คือเรียกว่าเป็นร้านที่เน้นความสนุกสนานนั่นเอง

ส่วนอาหารที่นี่ เป็นบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติ ที่เน้นความ chic แบบยุโรป ไม่ว่าจะเป็น cold dish พวก ปาร์มาแฮม, ฟองดู หรือกระทั้งขาแกะย่าง แต่ก็ไม่ลืมกลิ่นอายอาหารยอดนิยมอย่างปลาดิบ อาหารจีน อาหารไทย ซีฟู้ด หรือแม้กระทั่งก๋วยเตี่ยว เมนูเยอะมาก จนลองชิมได้ไม่หมดเลยทีเดียวครับ chopstickchopstickbowlbowl

 

เมนูแรกที่ไม่เคยพลาด ปลาดิบครับ แซลมอนที่เสิร์ฟเป็นปลาฟาร์มที่มีมันปานกลาง เกรดใช้ได้ ค่อนข้างสดทีเดียวครับ ส่วนปลาโอก็ค่อนข้างดี เนื้อไม่ยุ่ยครับ ปลาหมึกสดปานกลาง หวานและหนึบนุ่มดีครับ lol

 

ต่อไปตามมาด้วย cold dish เป็นปาร์มาแฮมกับแซลมอนรมควันครับ แฮมค่อนข้างเค็ม แต่กลิ่นไม่ฉุนจนเกินไป ส่วนแซลมอนเ็ค็มมาก เวลาหมักไม่ได้ใส่ผักชีลาว เลยมีกลิ่นคาวเล็กๆ sad

 

ต่อไปเป็นซีฟู้ดครับ ปูอลาสก้าเสิร์ฟแบบไม่อั้น หวานหอมทีเดียว และหอยแมงภู่สดๆพร้อมหอยนางรมสด กินกับหอมแดงทอดราดน้ำจิ้มซีฟู้ด ไม่เผ็ดมากครับ กินกับใบกระถิน อร่อยดีครับ แ่ต่โดยส่วนตัวรู้สึกว่าน่าจะสดมากกว่านี้อีกหน่อย mad

 

ต่อไปเป็นขาแกะย่างครับ จานนี้ตอนแรกตั้งความหวังไว้สูงมาก เป็นเนื้อแกะแบบ raw เลยครับ แดงแจ๊ด แต่ก็แอบผิดหวังเล็กน้อย เพราะย่างทิ้งไว้ค่อนข้างนาน เนื้อแกะเลยเหนียวมาก sad

 

อาหารคาวจานสุดท้ายครับ ด้วยความที่รู้สึกว่ามันน่าจะดีได้มากกว่านี้ เลยจัดปาร์มาแฮมใหม่ แต่คราวนี้พลิกแพลงอีกนิดตามไสตล์อิตาเลียน คือเอามาพันแคนตาลูป และกินกับ blue cheese อร่อยเหาะไปเลยครับ ความเค็มของแฮมและความหวานของแคนตาลูป และกลิ่นเฉพาะตัวของอาหารทั้งสองอย่าง เข้ากันได้อย่างลงตัว เป็นหนึ่งในเมนู cold dish ที่เรียกว่าเป็นของโปรดของผมเลยทีเดียว chopstickchopstickbowlbowl

 

ตบท้ายด้วยของหวานครับ พยายามขจัดความธรรมดาโดยตกแต่งจานเข้าหน่อย เพิ่มความน่ากินขึ้นอีกเยอะเลยครับ ไม่งั้นคงเป็นของหวานธรรมดาๆ ไม่เด่นอะไรมาก จานนี้ขึ้นอยู่กับจินตนาการของแต่ละคนเลยนะครับtongue

 

สรุปครับ มื้อนี้อิ่มมากๆ โดยรวมแล้วอร่อยทีเดียว ก็สมกับราคา (น่าจะประมาณ 1,500 บาท แต่จริงๆก็ไม่รู้หรอกครับว่าเท่าไหร่ เพราะมีคนจ่ายให้ mad) ลองไปทานกันดูนะครับ ไปกับคู่เดทก็เข้าท่า ไปกับแก๊งเพื่อนก็เข้าที และที่สำคัญ เดินทางไม่ยากด้วยครับ

เมนูแนะนำ:
ปาร์มาแฮมพันแคนาลูป,ซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์

วันที่ไปกิน:
2012-04-11

ค่าใช้จ่าย:
โดยประมาณ
THB1500

คะแนนสำหรับร้านนี้
  • Taste (4)
  • Environment (4)
  • Service (4)
  • Clean (5)
  • Price (4)
ให้คะแนนรีวิวนี้

  • กด Like!

    0

  • เจ๋งสุด

    0

  • เห็นแล้วหิว

    0

  • ประทับจิต

    0

  • น่ากินโฮก

    0

  • รูปแจ่ม!

    0
อิ่มอุ่น ในวันอากาศร้อน
ก็โอเค 2012-04-12
อิ่มอุ่น ( สีลม )
วันที่ไปกินเป็นวันที่อากาศร้อนมากๆๆๆๆๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม หัวหน้าแก๊งที่ออฟฟิศเกิดเบื่อร้านระแวกที่กินกันเป็นประจำ ก็เลยพากันไปเดินตระเวนหาร้านใหม่ๆแถวออฟฟิศกินซะอย่างนั้น เดินไปเรื่อยๆท่ามกลางตึกสูง แดดเปรี้ยงๆ ขึ้นสะพานลอย ลงสะพานลอย เดินเข้าตรอก ออกซอย จนมาถึงร้านนี้ ร้านที่มีชื่อเบาๆและให้ความรู้สึกเป็นกันเอง ว่า "อิ่มอุ่น"

อิ่มอุ่นเป็นร้านที่เปิดขึ้นมาในปี 2011 ครับ อยู่ในซอยสีลม 9 แต่เข้าจากทางสาทร หรือนราธิวาสจะง่ายกว่า อยู่ใกล้ๆกับตึก metropolitan ที่กำลังก่อสร้างอยู่ครับ แต่ก็รายล้อมไปด้วยต้นไม้ เลยทำให้การก่อสร้างไม่ทำลายบรรยากาศร้านเท่าไหร่

บรรยากาศของร้านนี้ เห็นแค่หน้าร้านก็พอจะเดาได้เลย ว่าเจ้าของต้องเคยอยู่เมืองนอกมา และกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นแน่ๆ เพราะเป็นไสตล์การจัดร้านแบบในสวน มี terrace ให้นั่ง outdoor โดยมีหลังคาบังแดด และมีส่วนด้านในทาผนังสีส้ม เฟอร์นิเจอร์เป็นไม้สีโอ๊ค และอุปกรณ์ตกแต่งที่ให้ความรู้สึกแบบเป็น contemporary และที่สำคัญ เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ในห้องรายล้อมไปด้วยกระจก ที่มองออกไปด้านนอกแล้วเห็นสวนหย่อม ทำให้ได้ความร่มรื่น และรุ้สึกผ่อนคลายเหมิือนนั่งอยู่กลางสวนข้างนอกยังไงอย่างงั้น พร้อมเปิดเพลงบรรเลงเปียโนเพลงไทยยุค 90 เบาๆ เคล้าไปกับบรรยากาศตอนกลางวัน ทำให้รู้สึกไม่เหมือนกับว่านั่งอยู่ท่ามกลางย่านธุรกิจที่วุ่นวาย ใจกลางเมืองกรุงเทพเลยครับ

เวิ่นเว้อเรื่องบรรยากาศมานาน เรามาเข้าเรื่องอาหารกันบ้างครับ ร้านนี้มีเมนูที่สั่งกินเป็นชุด ประกอบด้วยข้าว และกับที่เสิร์ฟมาแบบแยกจาน ชุดละ 2 อย่าง ทำให้กินคนเดียวก็ได้ หรือจะสั่งเป็นชุดๆมาแชร์กันหลายๆคนก็ยังได้ สนน ราคาเมนูแบบเซ็ตเฉลี่ยอยู่ที่เมนูละ 100 บาทครับ

เมนูแรกที่สั่ง อาหารอีสานบ้านเฮา ไก่ทอด ส้มตำ ข้าวเหนียวครับ รสชาติกลางๆ ส้มตำรสครบแต่ไม่จัด เค็มปานกลาง หวานปานกลาง เปรี้ยวปานกลาง ไม่เผ็ด ไม่ใส่ปลาร้า ไม่หนักกลิ่นน้ำปลา ส่วนไก่ทอดทอดออกมาได้ดี ไม่อุ้มน้ำมัน จากกลิ่นแล้วน่าจะหมักด้วยน้ำปลานิดหน่อย ซีอิีวขาว กระเทียม แล้วก็พริกไทยขาว แต่น่าจะหมักไม่นาน ทำให้เครื่องปรงที่หมักไม่ได้ฝังลงไปในเนื้อไก่ แต่รสชาติกลางๆครับ ทานได้เรื่อยๆ

 

เมนูที่สองครับ ข้าวไข่เจียวกับแกงเขียวหวานไก่ เป็น combination ของเมนู่ที่เข้ากัน และให้กลิ่นอายของอาหารภายกลางได้มากที่สุดเมนูหนึ่ง ไข่เจียวไม่อุ้มน้ำมันครับ ส่วนแกงเขียวหวานหนักกะทิ และเครื่องแกงเคี่ยวออกมาได้ค่อนข้างดี เป็นชุดที่รสชาติไม่จัดจ้าน รสกลางๆครับ กินพร้อมกับไข่เจียวแล้วเข้ากันสุดๆ chopstickchopstickchopstick

 

และเมนูสุดท้ายครับ เป้นเมนูมังสะวิรัต ข้าวกับยำเห็ดทอด เป็นเห็ดสารพัดอย่างครับ เอามาทอด พอทอดก็เลยแยกไม่ค่อยออกว่าเป็นเห็ดอะไรบ้าง แต่น่าจะมีเห็นนางฟ้า เห็นเข็มทอง และเห็ดหูหนู เป็นจานยำที่รสชาติไม่จัดอีกเช่นกัน แต่เห็ดทอดไม่ชุ่มน้ำมัน กินแล้วเลยไม่เลี่ยนครับ

 

หลังจากลองเล็มๆแทะๆไปสามชุด มั่นใจเป็นอย่างยิ่ง ว่าเป็นรสชาติที่ทำมาให้ฝรั่งกินกันชัดๆ เพราะรสชาติไม่จัดมาก แต่รสชาติและส่วนประสมทำออกมาได้กลิ่นอายของความเป็นไทยอย่างครบถ้วน และหลังจากที่ได้คุยกบเจ้าของร้านแล้ว ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆครับ กลุ่มเป้าหมายของร้านเค้าคือฝรั่งที่อยู่ในระแวกนั้น ถึงได้ปรุงออกมาให้รสไม่จัดนัก แต่ก็สื่อถึงความเป็นไทยอย่างชัดเจนที่สุด

อ่อ ร้านนี้มีเสิร์ฟน้ำสมุนไพรและกาแฟด้วยครับ กาแฟรสชาติกลมกล่อม ถ้าไม่ทานอาหาร มานั่งจิบกาแฟผ่อนคลายไปกับบรรยากาศร่มรื่นท่ามกลางเมืองกรุงก็ไม่เลวเลยทีเดียว

สรุปว่า วันนี้จ่ายไปทั้งหมดประมาณ 400 กว่าบาท เป็นราคากลางๆครับ ก็ไม่ได้ถูก แต่ก็ไม่ได้แพง นั่งชิลๆเย็นๆ จ่าตังเสร็จ ก็เดินออกมาฝ่าอาหาศร้านกลับออฟฟิสไปนั่งทำงานตามเดิม

เมนูแนะนำ:
ชุดข้าวไข่เจียวแกงเขียวหวานไก่

วันที่ไปกิน:
2012-03-22

ค่าใช้จ่าย:
โดยประมาณ
THB120(มื้อเที่ยง)

คะแนนสำหรับร้านนี้
  • Taste (3)
  • Environment (4)
  • Service (5)
  • Clean (5)
  • Price (3)
ให้คะแนนรีวิวนี้

  • กด Like!

    0

  • เจ๋งสุด

    0

  • เห็นแล้วหิว

    0

  • ประทับจิต

    0

  • น่ากินโฮก

    0

  • รูปแจ่ม!

    0
ออกจากป่ามากินอาหารญี่ปุ่น
ก็โอเค 2012-04-11
คาบูกิ ( ปทุมวัน )
พอดีไปอยู่ป่ามาสามวันครับ กินแต่อาหารป่า พอออกมา ด้วยความคิดถึงเมืองกรุง ก็เลยออกไปแวะหาอะไรศิวิไลซ์กินหลังเลิกงานซักมื้อ ว่าแล้วก็เลยมุ่งหน้าไปสยามพารากอน ด้วยความตั้งใจอย่างเต็มที่ ว่าวันนี้ จะกินอาหารญี่ปุ่นให้ได้เลย mad

ตอนแรกก็ลังเลอยู่ครับ ว่าจะกินร้านไหนดีน๊า ระหว่างฟูจิกับโอโตยา เดินผ่านไปที่โอโตยาก่อน เพราะแอบรู้สึกว่าฟูจิมันแมสไป tongue จองคิวไว้สองที่ รอสิบคิว ก็เลยไปเดินช้อปปิ้งกันก่อน แต่ดันช้อปนานเกิน กลับมาอีกที คิวเลยไปสิบกว่าคิวแล้ว sad ฟูจิก็คนเต็มแน่เลย เลยว่า เอาหน่ะ ไปคาบูกิก็แล้วกัน

คาบูกิเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นตั้งอยู่ที่ชั้นเดียวกับ gourmet market ครับ เดินเข้ามาทางด้านธนาคารไทยพาณิชย์ ลึกพอสมควร หน้าร้านตกแต่งออกทึบๆมืดๆหน่อย ใช้เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นไม้ บรรยากาศโล่งๆ เน้นความเป็นส่วนตัวของแต่ละโต๊ะ มีฉากกั้นเป็นไม้ซีกๆ และด้วยความที่ตัวร้านอยู่ลึกหน่อย ทำให้คนไม่พลุกพล่าน เป็นร้านที่ชอบมานั่งกินอาหารญี่ปุ่น ไม่แน่ใจว่าเปิดเพลงรึเปล่า แต่ถ้าเปิดก็เบามาก เหมาะกับการนั่งคุยกันในที่เงียบๆ bowl

ว่าแล้วก็จัดการสั่งอาหารดีกว่า เริ่มต้นด้วยชาเขียวก่อนเลยครับ จัดเสิร์ฟมาเป็นกา พอเทออกมาแล้วให้กลิ่นบางๆ ไม่หนามากเกินไป และที่สำคัญ ชาที่นี่เป็นชาแบบใบครับ ไม่ได้เป็นแบบผงหรือน้ำเปล่ากลิ่นชาเขียวเหมือนที่อื่น

 

 

ตามมาด้วยเมนูรองท้องเบาๆ เป็นข้าวห่อหน้าปลาแซลมอน เรียกชื่อว่า แซลมอนโรล ราคา 180 บาทครับ เห็นในรูปมีแค่สามชิ้น รู้สึกว่าน้อยจังกับ 180 บาท แต่ด้วยความอยากกินจัด ก็เลยจัดมาซักชุด

 

ตอนแรก พอมาเสิร์ฟปุ๊บก็ผิดหวังปั๊บเลยครับ ข้าวหนามาาากก ไส้ประกอบด้วยแตงกวาและปูอัด มีอยู่น้อยนิด ปลาก็สีไม่สดเท่าไหร่ และห่อออกมาก็สวยสู้ของฟูจิไม่ได้ เรียกว่าเป็นความประทับใจแรกในแง่ลบ แต่กินเข้าปากไปก็เลยเข้าใจขึ้นมาได้ทันที ว่าถ้าไส้เยอะกว่านี้ บีบมายองเนสเยอะกว่านี้ มันจะกลบรสชาติของแซลมอนและข้าวที่หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นและความหวานของมิรินออกหมด และรู้สึกว่าแซลมอนถึงจะไม่ดีมากขนาดนั้น แต่ก็สดใช้ได้ และเข้ากับซอสไข่กุ้งเป็นอย่างดี ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดไปเองรึเปล่า tongue

ชามที่สองครับ เป็นข้าวหมูผัดกระเทียม ปรมาณ 230 บาท

 

ชามนี้ทำออกมากลิ่นดีมากทีเดียว เป็นกลิ่นของโชยุ กระเทียม พริกไทยดำ ผัดโดยใช้น้ำซุปเบสปลาโอ ที่มีกลิ่นของมิโสะเล็กๆ ผัดกับพริกหวาน หอมญี่ปุ่นและหอมใหญ่ เลยทำให้ออกรสที่จัดจ้าน แต่ก็น่าผิดหวังทีเดียวเมื่อตักเข้าปาก เพราะให้หมูน้อยมาก และน้ำซุปที่ชุ่มท่วมข้าว ทำให้ข้าวเค็มมาก กินเสร็จ เหลือข้าวเพียบเลย

วันนี้สั่งแค่นี้เองครับ เพราะว่าคนที่ไปกินด้วยกำลังไดเอ็ตอยู่ lol ก็นั่งกินไปคุยไปเรื่อยๆ เพลินดีทีเดียว

สรุปยอดค่าเสียหายทั้งหมด ประมาณ 570 บาท ก็ไม่แย่นักครับ เหมาะกับการนั่งเล่นเพลินๆในร้านที่ไม่ต้องเร่งรีบ ปล่อยเวลาไปกับบรรยากาศเบาๆ สบายๆ ท้องอิ่ม อารมณ์ดีครับ

เมนูแนะนำ:
แซลมอนโรล

วันที่ไปกิน:
2012-04-10

ค่าใช้จ่าย:
โดยประมาณ
THB500(มื้อเย็น)

คะแนนสำหรับร้านนี้
  • Taste (4)
  • Environment (5)
  • Service (5)
  • Clean (5)
  • Price (4)
ให้คะแนนรีวิวนี้

  • กด Like!

    0

  • เจ๋งสุด

    0

  • เห็นแล้วหิว

    0

  • ประทับจิต

    0

  • น่ากินโฮก

    0

  • รูปแจ่ม!

    0
รีวิวตอนกลางวันกับ little home
ก็โอเค 2012-02-28
ลิตเติลโฮมเบเกอรี่ ( สีลม )
ร้าน little home เป็นร้านอาหารไทยและเบเกอรี่ที่เปิดมานานมากแล้วจริงๆ เรียกว่าตั้งแต่จำความได้ เริ่มออกไปกินข้าวข้างนอกเองสมัยแรกๆก็มีเปิดให้อุดหนุนแล้ว (ประมาณ ม ต้นครับ สมัยเอ็นก็ได้ฝากท้องกับร้านนี้บ่อยๆ mad) สาขาที่เมื่อก่อนไปกินบ่อยๆก็คือสาขาสีลมคอมเพล็กซ์ แต่วันนี้กลางวัน หัวหน้าชวนออกมากินข้าวกันที่สาขา standard charter ครับ ร้านหาง่ายมาก ลงรถไฟฟ้ามาก็ถึงเลย ร้านอยู่ข้างๆ mc donald's ครับ

สำหรับเมนูอาหารที่นี่ ก็เป็นอาหารไทยธรรมดา ที่หาทานได้ทั่วๆไป แต่ที่ไม่ทั่วไปคือเรื่องของความสะอาด และความใส่ใจในการบริการ รวมกับบรรยากาศที่โปร่ง โล่ง และเปิดให้แสงสว่างเข้าถึง เป็นร้านที่ที่ตกแต่งแบบง่ายๆ เรียบ และง่าย แต่ก็ดูดี เป็นทางการพอที่จะพาแขกธุรกิจต่างชาติมาลิ้มลองอาหารไทยแบบลำลองได้โดยไม่อาย และด้วยความที่สาขาส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในย่านธุรกิจ จึงไม่น่าแปลกใจที่ส่วนใหญ่ มักจะเห็นร้านแน่นไปด้วยลูกค้าใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงแสล็ค หรือกระโปรง ในแบบพนักงานหรือเจ้าของบริษัท แต่ถึงคนจะเยอะ แต่ก็ใช้เวลาเสิร์ฟไม่นานเลยครับ

อ้อ อีกเหตุผลที่คนนิยมมานั่งทานกันที่ร้านนี้ก็คือราคา ที่ไม่แพงจนเกินไปครับ เมนูอาหารจานเดียวราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 75 บาท ในย่านธุรกิจกับร้านระดับนี้แล้ว ถือว่าไม่แพงครับ

เมนูที่สั่งวันนี้ครับ เป็นเมนูที่มักจะสั่งเป็นประจำ เพราะข้างนอกหาทานค่อนข้างยาก นั่นก็คือเซี่ยงไฮ้ทะเลผัดขี้เมา รสชาติกลมกล่อมครับ เผ็ดจัดจ้าน เค็มปานกลาง ปลาหมึกและกุ้งสดใช้ได้ แต่สาขานี้ทำค่อนข้างมัน แต่ผัดกับมะเขือเทศ หอมใหญ่และผักกาด พอแก้เลี่ยนได้

 

ต่อไปเป็นข้าวผัดกุ้งครับ ของหัวหน้า ไม่ได้ขอชิม แต่ถ่ายรูปมาให้ชมกัน

ตามมาด้วยไส้กรอกพันเบคอนครับ เมนูนี้ไม่ประทับใจเท่าไหร่ เนื่องจากชุ่มน้ำมันมาก และเบคอนมีกลิ่นหืนนิดๆ

 

ต่อไปเป็นเครื่องดื่มครับ เป็นมะนาวปั่นกับใบสะระแหน่และน้ำเบอรี่ สั่งเพราะหน้าตาเหมือน cocktail ชนิดนึง แต่ที่เสิร์ฟมาไม่ซ่า ลองทายสิครับว่าเหมือนอะไร lol

 

รสชาติของน้ำปั่นใช้ได้ครับ ไม่หวานจัด ราคาโปรโมชั่น 60 บาท อร่อยดีครับ

นอกจากนั้นยังมีเมนูอีกหนึ่งเมนู แต่ไม่ทันได้ถ่ายรูป พี่อีกคนที่ไปกินด้วยก็จัดการซะเรียบร้อยไปแล้ว เป็นเมนูอาหารเจครับmad

สรุปครับ มื้อนี้ อิ่มจัง ตังอยู่ครบ ส่วนเรื่องการให้คะแนน คงมีคะแนนพิศวาสเยอะ ส่วนตัวนิดนึงครับ ยังไงคงต้องมาฝากท้องอยู่ที่นี่ไปอีกนาน ถ้าไม่อร่อยคงเผ่นไปตั้งแต่ ม ปลายแล้ว แต่ยังมากินอยู่เรื่อยๆ เรียกว่าเป็นร้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำจริงๆครับ

เมนูแนะนำ:
เซี่ยงไฮ้ผัดขี้เมา,ก๋วยเตี๋ยวโมเย

วันที่ไปกิน:
2012-02-14

ค่าใช้จ่าย:
โดยประมาณ
THB120(มื้อเที่ยง)

คะแนนสำหรับร้านนี้
  • Taste (3)
  • Environment (3)
  • Service (4)
  • Clean (4)
  • Price (4)
ให้คะแนนรีวิวนี้

  • กด Like!

    0

  • เจ๋งสุด

    0

  • เห็นแล้วหิว

    0

  • ประทับจิต

    0

  • น่ากินโฮก

    0

  • รูปแจ่ม!

    0
saboten saboten
ยิ้ม 2012-02-28
ซาโบเตน ( ปทุมวัน )
วันนี้ไปเซ็นทรัลเวิล์ดกับน้องมาครับ ชีวิตผมคงไปไหนได้ไม่ไกล ออกนอกเส้นทางรถไฟฟ้าไม่ค่อยได้ tongue ไปซื้อหนังสือที่คิโนะคุนิยาเสร็จก็เลยแวะกินกันครับ

ส่วนที่มาตั้งอยู่ตรงนี้ก็ไม่น่าแปลกใจเลยครับ เป็นย่านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของร้านญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านหนังสือญี่ปุ่น ซึ่งก็เป็นเพราะอยู่ติดกับห้างญี่ปุ่น หรืออิเซตันนั่นเอง ดังนั้น ร้าน saboten ก็เลยมีการตกแต่งร้านแบบไสตล์ญี่ปุ่น แต่เป็นญี่ปุ่นร่วมสมัย ออกซักปี 90 ได้ครับ หรือออกเชยนิดๆแต่ให้กลิ่นอายของวัฒนธรรมในสมัยนั้น ซึ่งเข้ากับอาหารที่ขายและระแวกใกล้เคียงได้เป็นอย่างดี

ร้าน saboten เป็นร้านที่ขายเมนูทอดๆทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกุ้งทอด ไก่ทอด และที่โด่งดังที่สุดก็คือหมูทอด หรือทงคัตสึนั่นเอง เมนูที่คนนิยมกินก็ไม่พ้นข้าวแกงหระหรี่หมูทอด หมูทอดสอดไส้ชีส หรือข้าวหมูทอดแบบเบสิค วันนี้ก็เลยสั่งมาสองเมนู เพื่อกินกันสามคน เนื่องจากไม่หิวมาก

พอสั่งเสร็จ สิ่งที่มาเสิร์พเป็นอันดับแรกก็คือ กระหล่ำปลีขูดฝอยครับ มาซะชามเบ้อเริ่มเลยทีเดียว พร้อมกับชามแบ่งสองใบ กระหล่ำปลีนี่เอาไว้กินกับน้ำสลัดงาแบบญี่ปุ่นที่วางตั้งอยู่คู่กับโชยุและคัตสึซอสและงาอยู่ทุกโต๊ะนั่นเอง เป็นออร์เดิร์ฟที่ไช้ได้ทีเดียว เนื่องจากขูดออกมาได้ฝอยละเอียดมาก ทำให้ไม่รู้สึกกระด้าง และลดระดับความเหม็นเขียวในตัวออกไป แต่พอราดน้ำสลัดแล้วจะทำให้น้ำสลัดติดผักมากขึ้น จึงไม่แนะนำให้ราดเยอะครับ เดี๋ยวเลี่ยน ส่วนน้ำสลัดก็เข้มข้นกำลังดีครับ ไม่เค็มไป ไม่หวานไป ไม่มันไป กลิ่นงาก็ไม่จัดจนทำให้เสัยรสชาติ

 

ที่เห็นด้านบนซ้ายก็คืองาครับ เสิร์ฟมาบนขามชนิดพิเศษ ที่จัดเตรียมไว้สำหรับบดงาโดยเฉพาะ คือเนื้อผิวชามไม่เรียบ เป็นคลื่นๆครับ พร้อมกับไม้บดงาที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติแบบสุดๆ มาเป็นไม้ทั้งแท่งเลยครับ เอาไว้บดเพื่อเทคัตสึซอสลงไปผสม อ้อ อย่าบดละเอียดเกินไปนะครับ เพราะจะทำให้กลิ่นงากลบกลิ่นคัตสึซอสเสียรสชาติ และจะทำให้ซอสมีเนื้อเป็นทรายๆ จะไม่อร่อยครับ

และแล้ว เมนูแรกก็มาเสิร์ฟ เป็นข้าวหมูทอดแบบธรรมดาครับ พอดีตอนที่มากิน มีโปรโมชั่น สั่งไซส์ใหญ่ได้ลด 10% ก็คือสั่งไซส์ใหญ่ได้ในราคาไซส์กลาง 280 บาทครับ

 

เมนูนี้ใช้ได้เลยทีเดียวครับ ถ้าเห็นแค่รูปอาจจะคิดว่าไม่ได้แตกต่างจากหมูทอดทั่วๆไป แต่ที่จริง เค้าใส่ใจกับรายละเอียดมากครับ ใช้หมูสันใน ที่เน้นความนุ่มมากกว่าความเหนียว ชุบไข่ แล้วชุบเกล็ดขนมปังแบบละเอียดปานกลาง ทำแบบนี้สองรอบ แล้วทอดด้วยนำมันที่ความร้อนสูงปานกลาง ทำให้หมูที่ออกมากรอบนอกนุ่มใน และไม่อมน้ำมัน จิ้มคัตสึซอสโรยงากินกับข้าวญี่ปุ่นแบบเม็ดยาวที่ไม่ชุ่มและไม่แห้งเกินไป แจ่มไปเลยครับ

 

ส่วนอีกเมนูนึง เป็นข้าวแกงกระหรี่หมูทอดครับ ราคา 320 บาท จานใหญ่มว้ากกก

 

หมูทอดรสชาติเหมือนจานแรกครับ ส่วนแกงกระหรี่ เป็นแกงแบบที่ texture ค่อนไปทางเหลว และไม่มีแครอทกับมันเหมือนเจ้าอื่นๆ ใส่พริกแห้งญี่ปุ่นที่ให้รสเป็ดที่ช่วงกลางลิ้น และมีกลิ่นแกงกระหรี่ที่ค่อนข้างแรง รสออกทางขมฝาดเล็กๆ เค็มปานกลางและหวานเล็กน้อยครับ โดยรวมก็ใช้ได้ แต่ผมชอบคัตสึธรรมดามากกว่า

เมนูทั้งสองเสิร์ฟมากับมิโสะซุปครับ เป็นมิโสะซุปที่ใส่มิโสะในน้ำเบสปลาโอแห้ง เน้นที่ความเค็มของมิโสะตามธรรมชาติและใช้โชยุแต่งกลิ่นทำให้กลิ่นโชยุไม่จัดเกินไป เป็นมิโสะซุผที่ผมว่าอร่อยมากเลยทีเดียว หากินรสแบบนี้ไม่ค่อยได้ครับ

ตบท้ายมาด้วยไอติมชาเขียว รสชาติเข้มข้น อร่อยครับ หวานน้อย ใส่นมน้อย ความเข้มของชาเขียวสูง ทำให้มีกลิ่นหอมมาก เห็นน้องบอกว่ารสชาติเหมือนไอติมชาเขียวยี่ห้อ H ที่มีแบรนด์ร้านเป็นขาวและแดงเข้ม อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นลาภปากรึเปล่า พนักงานเิิอามาเสิร์ฟให้สามถ้วยเลยครับ mad

 

บทสรุปของศึกครั้งนี้ จบลงที่ค่าเสียหายทั้งหมด ประมาณ 750 บาทกับสองเมนูครับ เรียกว่าแพงก็แพง แต่ก็ให้เยอะมาก สองเมนูกินได้สามคน เอาเป็นว่าราคาสามคนอิ่ม คิดไปหัวละ 250 บาท กับชาเขียวสามแก้ว แพงแต่อร่อยครับ

เมนูแนะนำ:
ทงคัตสึ,แกงกระหรี่หมูทอด

วันที่ไปกิน:
2012-02-25

ค่าใช้จ่าย:
โดยประมาณ
THB250(มื้อเย็น)

คะแนนสำหรับร้านนี้
  • Taste (5)
  • Environment (4)
  • Service (3)
  • Clean (4)
  • Price (4)
ให้คะแนนรีวิวนี้

  • กด Like!

    0

  • เจ๋งสุด

    1

  • เห็นแล้วหิว

    0

  • ประทับจิต

    0

  • น่ากินโฮก

    0

  • รูปแจ่ม!

    0
ราเม็งเซ็งๆ
ไม่ปลื้ม 2012-02-20
เคกะ ราเมน ( ปทุมวัน )
เย็นวันศุกร์หลังสัปดาห์อันแสนหวาน... และแล้วเทศกาลวาเลนไทน์ก็จบลง... แต่ในเมื่อแคมเปญยังไม่จบ ผมและเพื่อนซี้ก็เลยขอร่วมกิจกรรมตามประสาหนุ่มโสด กับราเมน K-Ca สาขาสยามพารากอนกันซะหน่อย รีวิวนี้ เลยขอเปิดตัวด้วยรูปคู่ซะเลย แต่เป็นคู่หูนะครับ ไม่ได้เป็นคู่รัก mad

 ดุเดือดจริงๆ

กลับมาที่สาระกันบ้าง tongue K-Ca เป็นร้านราเมนเชนที่มีสาขาอยู่ที่สุขุมวิท เอ็มโพเรียม และก็สาขานี้ครับ สยามพารากอน ที่อยู่ที่ชั้น G ตรงข้ามกับ MK นั่นเอง ร้านนี้ก็เป้นอีกร้านที่คนเยอะพอสมควรครับ แต่จริงๆ ที่ชั้นนี้ก็เหมือนจะเต็มเกือบทุกร้าน

ร้าน K-Ca เป็นร้านที่ไม่ใหญ่มาก มีโต๊ะประมาณ 10 กว่าโต๊ะเล็ก การแต่งร้านเป็นแบบธรรมดา ออกแนวคล้ายๆ food court แต่อยู่บริเวณนี้ คงแต่งอะไรได้ไม่มากอยู่แล้วครับ

 ถ่ายแย่ไปหน่อย พอดีคนเยอะครับ

มาถึงก็สั่งน้ำชาเขีียวก่อนเลย ที่นี่เค้าเสิร์ฟมาเป็นกระป๋อง ไม่รีฟิลนะครับ ถ้ารู้งี้สั่งน้ำเปล่าดีกว่า แต่ลองมาคิดดูอีกทีนึง ชาเขียวยี่ห้อนี้ก็ใช้ได้ รสเข้มปานกลาง ก็ยังดีกว่าร้านที่เป็นรีฟิลแล้วจืดเหมือนน้ำเปล่า

 ชาเขียวยี่ห้อ pokka

เมนูที่สั่งวันนี้ครับ ราเมนชื่อเดียวกับร้านเลย มีชื่อเรียกว่า เคกะราเมน ในเมนูบอกว่าเป็นเมนูแนะนำเลยทีเดียว เลยจัดแจงมาลองซะ

 เคกะราเมน

ดูแล้วน่ากินทีเดียวครับ มีส่วนประกอบเป็นหมู สาหร่าย และไข่หนึ่งลูก

 เส้นราเมน

   หมูชาบู

แต่สำหรับ comment นะครับ เส้นเป็นแป้งๆ ไม่ประทับใจเท่าที่ควร ความหนึบไม่ได้ครับ หมูชาบูแ่นบางมากสองแผ่น รสชาติก็ไม่ประทับใจ ไม่ติดกลิ่นย่างและซีอิ๊วหมักเลย ส่วนซุป เป็นซุปเบสไขกระดูก ผสมมิโสะเล็กน้อย กลิ่นโชยุบางๆ เรียกว่าไม่มีอะไรโดดเด่น ชามนี้ รวมๆก็เรียกว่ากินได้ แต่ด้วยสถานที่และราคา 170 บาท ขอไม่ให้ผ่านแล้วกันครับ huffy

เมนูต่อไปเป็นชุดครับ ชุดอะไรซักอย่างราเมน จำชื่อไม่ได้จริงๆ tongue แต่ในเมนูบอกว่าเป็นเมนูที่ขายดีที่สุดครับ ทั้งชุดประกอบด้วยราเมนที่เหมือนเคกะราเมน แต่เป็นหมูสามชั้น ที่เค้ายืนยันว่าไม่มัน ข้าวชามนึง และเกี๊ยวซ่าสี่ชิ้น

 เมนูขายดีที่สุด

   หมูสามชั้น

ชามนี้รสชาติเหมือนชามแรกครับ ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ส่วนเรื่องเกี๊ยวซ่า หมูสับเกี๊ยวซ่าที่นี่ไม่เหมือนที่อื่นครับ เข้าปากแล้วละลายเลยทีเดียว แต่กว่าจะผ่านไปถึงขั้นนั้น แป้งหนามากครับ และหมูก็น้อยมาก

ขอสรุปว่าวันนี้ 400 กว่าบาทกับสองคน ไม่ประทับใจครับ ทั้งรสชาติและราคา ถ้าถูกกว่านี้จะอยู่ในระดับที่รับได้ครับ

วันที่ไปกิน:
2012-02-17

ค่าใช้จ่าย:
โดยประมาณ
THB230(มื้อเย็น)

คะแนนสำหรับร้านนี้
  • Taste (3)
  • Environment (3)
  • Service (3)
  • Clean (4)
  • Price (3)
ให้คะแนนรีวิวนี้

  • กด Like!

    1

  • เจ๋งสุด

    0

  • เห็นแล้วหิว

    0

  • ประทับจิต

    0

  • น่ากินโฮก

    0

  • รูปแจ่ม!

    0
มื้อมึนกลางเขา
ก็โอเค 2012-02-14
ยุ้งข้าว ( อ.ปากช่อง )
วันนี้ตั้งใจมาตั้งเต๊นท์ในงานคอนเสิร์ตของ toyota vios เลยขับรถมากับเพื่อน พร้อมน้องสาวสุดแสบ พอออกรถ เราก็เริ่มออกเดินทาง หลับตั้งแต่ 5 นาทีที่ขึ้นรถ tongue ตื่นขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศขุนเขาของเขาใหญ่ในวันที่อากาศไม่ร้อน พร้อมด้วยความสดชื่นของแมกไม้นานาพันธุ์ ให้สัมผัส อารมณ์ และความรู้สึกเป็นส่วนนึงของธรรมชาติ

แต่ก่อนท่าเราจะออกป่าเข้าดงไปซะก่อน กลับมาที่ร้านยุ้งข้าว หรือ The Grenary ที่ตั้งอยู่บนถนนธนะรัชต์ และแน่นอน เพื่อนเป็นคนเลือกเพราะอยู่ระหว่างทางไปโบนันซ่าเขาใหญ่ที่พักนั่นเอง แค่หน้าร้านก็รู้แล้วว่าเป็นธรรมชาติขนาดไหน smile

บรรยากาศของร้านนี้ตกแต่งได้แบบสบายๆ ให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติมาก แต่การจัดแสงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทำให้ภายในร้านมืดเกินไปหน่อย เลยเลือกออกมานั่งบริเวณที่เป็น terrace แต่ก็มานึกเสียใจภายหลัง เพราะแมลงวันเยอะมาก

ภายในร้าน มีเค้าน์เตอร์บาร์ ที่ออกแบบมาอย่างน่ารักและลงตัว ดูไม่ขัดกับบรรยากาศโดยรวม

ส่วนเมนูที่สั่งครับ เปิดมาด้วยปลาเก๋าทอดสามรส รสชาติออกหวานนำ เค็มกับเปรี้ยวตาม แต่ไม่เผ็ดมากครับ ขาดความลึกของเครื่องปรุง และกลิ่นของพริกแห้ง แต่โดยรวมถือว่าผ่านครับ

 

เมนูต่อไป แกงส้มชะอมกุ้ง เมนูนี้อร่อยดีครับ รสชาติครบเครื่อง แต่ไม่จัดจ้าน เครื่องแกงที่ใช้อร่อยดีครับ สามารถดับกลิ่นฉุนของชะอมได้ดี กุ้งก็ไม่น่าเกลียดครับ ถึงจะไม่ได้สดมากมายแต่ก็ไม่แย่ครับ

 

ตามมาด้วยผัดตำลึงเห็ดหอมครับ เมนูนี้ไม่ได้โดดเด่นอะไรเป็นพิเศษ รสชาติธรรมดาๆ

 

และเมนูสุดท้ายครับ คั่วกลิ้งหมู จานนี้ กลิ้งเลยจริงๆครับ เผ็ดมาก เผ็ดจนเพื่อนสะอึก ท้ายที่สุดก็กินไม่หมดครับ กินได้แค่ครึ่งจาน นอกจากรสเผ็ดแล้ว แทบไม่รู้สึกถึงรสชาติหรือกลิ่นอื่นๆเลย huffy

กินเสร็จก็พร้อมเดินทางต่อครับ แต่ก่อนออกเดินทาง เราก็ไม่ลืมถ่ายรูปร่วมแคมเปญอีกซักสามสี่รูป ขอเลือกรูปนี้มาแชร์กันครับ tongue

ส่งท้ายด้วยการเช็คบิลกับราคา 768 บาทครับ สำหรับ 4 คน ก็เรียกว่าไม่แพงมาก อิ่มท้องได้ระหว่างทาง แต่ไม่ได้เป็นร้านที่เหมาะกับการนั่งชมบรรยากาศหรือผ่อนคลายไปกับธรรมชาติของเขาใหญ่ แต่รสชาติก็โอเคครับ

เมนูแนะนำ:
แกงส้มชะอมกุ้ง

วันที่ไปกิน:
2012-02-11

ค่าใช้จ่าย:
โดยประมาณ
THB200(มื้อเที่ยง)

คะแนนสำหรับร้านนี้
  • Taste (4)
  • Environment (4)
  • Service (4)
  • Clean (4)
  • Price (4)
ให้คะแนนรีวิวนี้

  • กด Like!

    1

  • เจ๋งสุด

    0

  • เห็นแล้วหิว

    0

  • ประทับจิต

    0

  • น่ากินโฮก

    0

  • รูปแจ่ม!

    0
ชาบูมั่วๆ กับเพื่อนกินรั่วๆ
ก็โอเค 2012-02-14
ริว ชาบู ชาบู ( ปทุมวัน )
สำหรับศุกร์นี้ครับ นัดเพื่อนๆกับน้องสาวมากินกันที่สยามหลังเลิกงาน พอดีเพื่อนอยากกินชาบู เลยมากันที่ร้านริว ที่อยู่ตรงสถานีรถไฟฟ้าสยาม มาง่ายมากครับ แต่กว่าจะได้กินหน่ะยาก

ร้านนี้ คงได้คะแนน location เต็มไปเลย บวกกับราคาที่ไม่แพงมาก (พิจารณาว่าอยู่ที่สยาม) แค่ 299 บาทต่อหัว แต่ถ้าเป็นละแวกอื่นก็คงไม่ได้เรียกว่าถูกอะไรมากมาย แต่อาหารเค้าก็พอใช้ได้ครับ ทำให้คนมารอต่อคิวกันเยอะแยะมากมาย แต่ความประทับใจแรกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไปจองคิวไว้ตอนทุ่มห้าสิบ บอกว่าได้สองทุ่มสิบห้า แต่กว่าจะได้กิน ปาเข้าไปสองทุ่มสี่สิบ เรียกว่าเซ็งกันตั้งแต่เริ่ม huffy

บรรยากาศและการตกแต่งก็เป็นแบบร้านชาบูชาบูแบบแมสธรรมดาครับ ไม่ได้มีบรรยากาศโรแมนติกหรือชิคแชคอะไีร ก็เรียกว่าไปกินเอามันส์

ของกินก็พอใช้ได้ครับ คุณภาพปานกลาง ความสดในราคานี้คงหวังอะไรไม่ได้มาก แต่ที่นี่เค้ามีหลากหลายเมนูให้เลือกกิน ทั้งโอโคโนมิยากิ (หนักแป้งมากก) ซูชิที่ปลาสีหม่นๆ และเสิร์ฟแต่ปูอัด (ข้าวอัดมากๆ) หมูทอด สลัด และของประกอบจิปาถะอีกนิดหน่อย

แต่ถ้าอะไรที่แตกต่างจากที่อื่นก็คงเป็นโอเด้งครับ ที่นี่มีโอเด้งให้ทานด้วย แต่ไม่ได้ลองครับ

มาถึงส่วนประกอบหลักกันบ้างครับ ที่นี่มีพระเอกคือสันคอหมู สันนอก หมูหมัก 2 แบบ เนื้อสัน กุ้ง หอยตลับ และบรรดาผักและเห็ดหลากหลายชนิด ส่วนใหญ่ก็เป็นส่วนประกอบพื้นฐาน ไม่มีเครื่องใน แต่สันคอเนื้อใช้ได้ครับ นิ่มดี มันไม่เยอะ ส่วนสันในเหนียวไปหน่อย และเบคอนที่นี่จัดเป็นเมนูพิเศษ เสิร์ฟน้อยมากครับ และตอนเสิร์ฟ เป็นถาดละสองชิ้น ชิ้นนึงเนื้อครึ่งมันครึ่ง อีกชิ้นเป็นมันล้วน huffy

ข้อดีจริงๆเกี่ยวกับเรื่องรสชาติอยู่ที่น้ำซุปครับ มีให้เลือกสองแบบ คือซุปปลาโอ กับซุปสาหร่าย ซุปรสชาติค่อนข้างดี ไม่แสบคอเหมือนหลายๆเจ้า และไม่ทำให้หิวน้ำเหมือนหลายๆเจ้าเช่นกัน คิดว่าไม่น่าจะใส่ผงชูรสเยอะมาก ส่วนน้ำจิ้ม มีสามแบบครับ งาขาว สุกียากี้ และน้ำจิ้มอะไรซักอย่าง ที่เหมือนซีอิ๊ว เปรี้ยวๆ ใส่กับไช้เท้าป่น สองอย่างนี้ทำให้วัตถุดิบธรรมดาๆ มีรสชาติดีขึ้นมาเลย lol

   สำรับสำหรับ 1 คน

   ลงหม้อ

กินกันอิ่มแปร้ครับ ไม่ได้จัด side dish อย่างอื่นต่อเลย เปลืองพื้นที่ในกระเพราะครับ ถ้าไป แนะนำให้กินชาบูชาบูอย่างเดียว และก็ไม่ลืมที่จะถ่ายรูปประกอบแคมเปญกับน้องสาวตัวแสบเจ้าเก่า อย่างงี้เรียกว่าป้อนหรือครีเอทดีครับ tongue

 รูปไม่ชัดเพราะคนถ่ายเอาแต่หัวเราะ

สรุปครับ ร้านไม่ได้สะอาดมาก พนักงานบริการก็ไม่ค่อยดีนัก รอนาน สำหรับราคานี้ ที่อื่นหลายๆที่คุณภาพดีกว่า แต่ถ้าเอาสะดวก และไม่ได้กิดอะไรมาก ก็โอเคระดับนึงครับ

เมนูแนะนำ:
ชาบูชาบู

วันที่ไปกิน:
2012-02-10

ค่าใช้จ่าย:
โดยประมาณ
THB299(มื้อเย็น)

คะแนนสำหรับร้านนี้
  • Taste (3)
  • Environment (3)
  • Service (3)
  • Clean (3)
  • Price (3)
ให้คะแนนรีวิวนี้

  • กด Like!

    0

  • เจ๋งสุด

    0

  • เห็นแล้วหิว

    0

  • ประทับจิต

    0

  • น่ากินโฮก

    0

  • รูปแจ่ม!

    0
Jojo
ยิ้ม 2012-02-10
โจโจ ( ปทุมวัน )
วันนี้พอดีมาประชุมที่โรงแรม St. Regis โรงแรมหรูที่ตั้งอยู่บนภนนราชดำริ โดยตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าราชดำริเลยครับ พอประชุมเสร็จ เลยมีโอกาสได้มากินมื้อใหญ่สุดหรูที่ร้านอาหารอิตตาเลียนที่ชื่อ Jojo ที่ชั้น 1 ของโรงแรม

การตกแต่งของร้าน เป็นแบบ Lounge ที่มีความรู้สึกของความเป็น contemporary european โดยมีกลิ่นอายของความเป็น asian ในรายละเอียดเล็กๆ และการจัดแสงที่ออกสลัวๆ ทำให้เหมาะกับการมานั่งจิบไวน์พูดคุยไปกับคนรู้ใจ แต่พอดีวันนี้มากับนายครับ เยอะมากไม่ได้ tongue

Jojo เป็นร้านที่อิมพอร์ตเชฟและผู้จัดการร้านมาจากอิตาลีโดยตรง ทำให้รสชาติของอาหารถูกถ่ายทอดออกมาโดยคงความเป็นอิตาลีตอนล่างไว้ได้อย่างมีศิลปะ

อาหารอิตาลีตอนล่าง กลาง และเหนือ จะมีรสชาติไม่เหมือนกันครับ โดยทางตอนล่าง รสชาติจะค่อนข้างออกไปทางจืด เนื่องจากมีอากาศที่ค่อนข้างอุ่นกว่าตอนกลางและบน และส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่มีส่วนประกอบหลักเป็นอาหารทะเล และส่วนประกอบหลักถูกสั่งตรงมาจากอิตาลีโดยตรง เริ่มแรกครับ ด้วย Complementary กับขนมปังและซาลามี่ ส่วนเมนูที่สั่ง เนื่องจากนายสั่งครับ สั่งตาม recommendation ของผู้จัดการร้าน เลยไม่รู้ราคาและชื่อเมนู และตอนแสิร์ฟ จะมีผู้จัดการร้านออกมาแนะนำเมนู แต่เนื่องจากรายละเอียดเยอะมาก เลยจำอะไรไม่ได้เลย เอาเป็นว่าบรรยายจากความรู้อันน้อยนิดละกันนะครับ tongue

 Complementary

เมนูแรกครับ เป็นชีสอะไรซักอย่าง ผู้จัดการแนะนำว่าเป็นเมนูชีสอย่างดีที่ส่งตรงมาจากอิตาลี เป็นชีสแผ่นที่เอามาทำเป็นถุงครับ หน้าตาดูน่าสนใจมาก วิธีการทำเดาไม่ถูกจริงๆ แต่อร่อยมาก รสนุ่มลิ้น กลิ่นติดเหลืออยู่ในปาก ขาดแต่ไวน์แดง ซึ่งคิดว่าน่าจะขับรสชาติของเมนูนี้ออกมาได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว และท่าทางแพงมากด้วยกัน

 

เมนูที่สอง เป็นชุดสำหรับสี่คน ประกอบด้วยอาหาร cold dish แปดอย่าง

 

เริ่มจากสลัดมะเขือเทศกับมอสซาเรล่าชีสกับผักร็อกเก็ต ออเดิร์ฟที่เรียกว่าเป็นพื้นฐานในอาหารอิตาลี ราดด้วยน้ำมันมะกอกกับพริกไทยดำ น้ำมันมะกอกที่ใช้เป็น Extra Virgin อย่างดีครับ ส่วนชีสก็ความนุ่มกำลังดี กลิ่นไม่หืน พร้อมกับมะเขือเทศที่ต้มอย่างได้ที่ ลอกเปลือกออกบางๆ ทำให้ไม่เละจนเกินไป เข้าปากแล้วแทบละลายไปเลยทีเดียว

ต่อด้วยสลัดหมึกยักษ์ราดน้ำมันมะกอกกับพริกไทยดำ ที่ต้มด้วยความร้อนสูงในเวลาสั้นๆ ทำให้ปลาหมึกออกมานิ่ม เสิร์ฟพร้อมกับผักร็อกเก็ต อันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารอิตาเลียน

ต่อมาคือซีฟู้ดสลัดครับ ประกอบด้วยกุ้งล็อบสเตอร์ ปลาหมึกกล้วย และ หอยแมลงภู่ มากับน้ำมันมะกอกและผักร็อคเก็ตกับพริกไทยดำอีกแล้ว

ตามมาด้วยบลูชีส เฮเซลนัท และผลไม้อบแห้ง อันนี้ไม่รู้จริงๆครับว่าผลอะไร แต่บลูชีสอร่อยมากครับ ไม่เหม็นหืน

ต่อไป กุ้งชุบแห้งทอดครับ เป็นกุ้งทะเล สดมาก เนื้อเด้ง หนึบ แป้งไม่อุ้มน้ำมัน ทำออกมาได้ดีมากครับ ไม่เลี่ยนเลย

อีกอันเป็นผัดผักไสตล์อิตาลีครับ ประกอบด้วยเห็ด พริกหวาน และแตงกวา เมนูนี้มักจะไม่ถูกปากคนไทยครับ เพราะเราชินกับการกินผัดผักใส่กระเทียม และเสิร์ฟมาร้อนๆ พอดีผมก็คนไทย เลยไม่ชอบ -_-"

สุดท้ายสำหรับเมนูนี้ครับ ปาร์มาแฮม อันนี้อร่อยมากๆ ไม่เค็มเกินไป กลิ่นหมักไม่แรง ไม่เหม็น ปกติกินกับเบียร์หรือไวน์แดงแล้วแจ่มเลย พอดีวันนี้ำำไม่กล้าสั่งไวน์ แต่ถ้าสั่งก็คงทำให้หนักใจ ว่าจะเลือกแกล้มกับไวน์แดงหรือไวน์ขาวดี เพราะอาหารทะเลเยอะเหลือเกิน

 

ต่อไปคือ Al tartufo ครับ พิซซ่าขึ้นชื่อของ Jojo ซึ่งประกอบด้วยเห็นทรัฟเฟิล มันอบ มอนทาซิโอ หรือผักดอง (รสชาติเหมือนกานาฉ่าย และมอสซาเรล่าชีส) ราคา 600 บาท เมนูนี้อร่อยมากครับ แนะนำ แป้งอบออกมาได้กรอบและนิ่มกำลังดี ใช้ความร้อนไม่สูงเกินไป ทำให้ออกมาไม่กรอบแตกเลอะเทอะ และไม่นิ่มเละ รสชาติของหน้าพิซซ่าก็เข้ากันได้ดีมากครับ เลือกเห็ดทรัฟเฟิลเสริมกับกลิ่นชีสได้อย่างมีเสน่ห์ เน้นที่รสเค็มเป็นหลักครับ

   พาสตาร์เซ็ตสำหรับสี่คน

เมนูเซ็ตต่อไปเป็นพาสต้าครับ เริ่มจากสปาเก็ตตี้ครีมซอสที่มีลักษณะพิเศษอยู่ที่พริกเสปนที่ใส่ลงไป ทำให้เผ็ดจี๊ดที่ปลายลิ้น แต่ไม่เผ็ดร้อนแบบพริกไทย รสเผ็ดติดลิ้นไม่นานครับ ซึ่งทำให้ครีมซอสที่เสิร์ฟมากับพาสต้าไม่เลี่ยนจนเกินไป แน่นอน เส้นอย่างดีครับ ลวกเส้นออกมาแบบอันเดนเต้ หรือ ไม่ต้มออกมาจนสุก ตรงกลางยังแข็งกรอบอยู่นิดๆ

ตามมาด้วยมะเขีอม่วงอบมะเขือเทศ เน้นที่รสเปรี้ยวตามธรรมชาติของมะเขือเทศครับ เมนูนี้ไม่ได้โดดเด่นอะไร

ต่อไปเป็นมักกะโรนีครีมชีสครับ เค็มปานกลาง เส้นใช้ได้ อันนี้ก็ธรรมดา

สุดท้าย เป็นลาซานญ่าครับ อันนี้อร่อยมาก แต่ลืมตัวว่าตั้งใจจะเลิกทานเนื้อ (ลาซานญ่าพื้นฐานจะใช้เนื้อวัวสับเป็นส่วนประกอบ) ด้วยความที่เลิกทานเนื้อไปนานแล้ว แต่ก็เผลอเข้าปากไปหนึ่งคำ แป้งจับตัวกันกำลังดีครับ ไม่เละเป็นทราย แล้วก็ไม่ยุ่ยเป็นแป้ง มอสซาเรลล่าชีสอย่างดี ไม่เค็มเกินไป อร่อยมากครับ แนะนำเลย

   ของหวานครับ

ปิดท้ายด้วยของหวาน 4 อย่าง แต่ถ่ายทันแค่สามอย่างเท่านั้น ประกอบด้วยช็อคโกแลตชั้นดี สั่งตรงจากอิตาลี เสิร์ฟกับสตรอเบอรี่และวานิลาซอส ตอนมาเสิร์ฟพนักงานเข็นรถมาเลยครับ เป็นช็อคโกแลตทรงปริซึมขนาดใหญ่ แล้วไสลซ์ออกมาเสิร์ฟหนึ่งซีก ราดวานิลาซอสแล้วกินกับสตรอเบอรี่ ละลายไปเลยครับ

อันต่อมาคือ Martini Tiramisu เป็นทิรามิสุที่เสิร์ฟมาในแก้วมาร์ตินี่ มี่กลิ่นหอมอ่อนๆของกาแฟ คลุ้งไปกับดรายมาร์ตินี่ โรยหน้าช็อคโกแลต texture อ่อนๆนุ่มลิ้น แต่ก็ไม่เละจนเลี่ยน หวานกำลังดี เมนูนี้รสชาติมีรสนิยมมากครับ แนะนำสุดๆ

รูปสุดท้ายคืออิตาเลียชีสเค้ก ที่เป็นคุกกี้แอนด์ครีม เสิร์ฟพร้อมสตรอเบอรี่สดฝานบางๆและซอร์เบทสตรอเบอรี่ อันนี้ก็ใช้ได้ครับ หวานอมเปรี้ยว แต่ไม่โดดเด่นอะไรเป็นพิเศษ

เมนูสุดท้ายแต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา เป็นรัมสปอนจ์เค้ก คือเป็นเค้กที่ชุ่มไปด้วยรัม เสิร์ฟกับซอร์เบทมะนาว กลิ่นรัมหนักมาก แต่กินกับซอร์เบทแล้วเหมือนโมฮีโตเลยครับ

ซักนิดนะครับ ร่วมแคมเปญจน์นิดหน่อย กับรูปคู่ซี้ Manager team ของเรา smile

สรุปโดยรวมนะครับ เป็นมื้อหรูหราตามไสตล์อาหารอิตาลีชั้นดี รสชาติและบรรยากาศมีระดับมาก ขาดไวน์ไป เพราะไม่กล้าสั่ง ราคาครับ มั่นใจ ว่าเฉียดสองหมื่นแน่นอน สำหรับมื้อนี้กับ 6 คน มื้อค่ำ ถ้าจ่ายเองคงน้ำตาตกเลยทีเดียว

เมนูแนะนำ:
Cheese,martini tiramisu,pasta

วันที่ไปกิน:
2012-02-07

ค่าใช้จ่าย:
โดยประมาณ
THB3000(มื้อเย็น)

คะแนนสำหรับร้านนี้
  • Taste (5)
  • Environment (5)
  • Service (5)
  • Clean (5)
  • Price (5)
ให้คะแนนรีวิวนี้

  • กด Like!

    0

  • เจ๋งสุด

    0

  • เห็นแล้วหิว

    0

  • ประทับจิต

    0

  • น่ากินโฮก

    0

  • รูปแจ่ม!

    0
ก๋วยเตี๋ยวไฮโซ
ไม่ปลื้ม 2012-01-29
รส’นิยม ( ปทุมวัน )
วันนี้แวะมาเดินเล่นสยามพารากอนกับน้องครับ พอดีน้องบอกว่ามีเพื่อนแนะนำว่าก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่ร้าน รส' นำยม อร่อยมาก ก็เลยลองมานั่งกินกันครับ ที่จริงเป็นการกินกันสองวัน แต่วันที่สองสั่งน้อย เลยเอามารวมกันในรีวิวเดียวไปเลย

ร้านรสนิยมนี้ ตั้งอยู่ชั้น G ของสยามพารากอน หรือชั้นที่เป็น food court นั่นเอง ตัวร้านตั้งอยู่ข้างหลัง iBerry ครับ หายากนิดนึง ตกแต่งด้วยไสตล์ไทยโบราณ ให้ความรู้สึก retro มาก แม้แต่ป้ายร้านยัง retro เลยครับ

 ป้ายร้าน

ด้วยความที่เป็นร้านเปิดโล่งภายในห้าง บรรยากาศเลยค่อนข้างพลุกพล่านพอสมควรครับ

 บรรยากาศภายในร้าน

มาถึงก็จัดแจงสั่งอาหารกัน แล้วเมนูแรกที่มาก็คือน้ำเปล่า แต่ทำไมผมถึงต้องพูดถึงด้วย เพราะแก้วที่นี่พิเศษมากครับ ให้ความรู้สึกโบราณๆแบบน่ารักๆ กับแก้วสังกะสีครับ ฉลากขวดน้ำก็ดูน่ารักดี

 แก้วสังกะสีโบราณ น่ารักมาก

เมนูแรกที่เป็นอาหารครับ เส้นหมี่ก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่ลือกันว่าอร่อยครับ

   เส้นหมี่ต้มยำไฮโซ

ก็อร่อยดีครับ รสชาติครบทีเดียว เปรี้ยว หวาน เค็ม แต่ที่ออกจัดซักนิดคือเผ็ดครับ ผมว่าผมก็กินเผ็ดพอสมควรแล้ว แต่ก็ยังว่าเผ็ด น้องสาวก็บอกว่าเผ็ดครับ เครื่องจัดมาก หมูสับ หมูชิ้น เรียกว่าครบเครื่องก๋วยเตี๋ยวต้มยำจริงๆ แต่ก็อร่อยสมชื่อ ไม่ผิดหวังครับ ส่วนข้างล่างนี่คือวุ้นเส้นต้มยำครับ คงไม่ต้องเขียนบรรยายเพิ่ม

   วุ้นเส้นต้มยำไฮโซ

ต่อไปเป็นก๋วยจั๊บสูตรดั้งเดิมครับ รสออกหวาน เท่าที่แอบชิมของน้อง ไม่รู้สึกว่าโดดเด่นอะไรเป็นพิเศษครับ รสธรรมดาๆ แต่เครื่องเยอะมาก ทั้งเต้าหู้ทอด ไข่ และหมูตุ๋น

 ก๋วยจั๊บไฮโซ

ต่อไปเป็นข้าวซอยครับ รสธรรมดาๆ ออกค่อนไปทางหวานตามประสาข้าวซอยที่หากินได้ทั่วๆไป แต่ก็เป็นทั่วไปที่ค่อนไปทางใช้ได้ครับ

 ข้าวซอยไฮโซ

อันนี้เป็นเมนูผิดหวังกันบ้าง ข้าวหมูตุ๋นคาราเมลครับ เห็นชื่อก็น่าลองสั่งแล้วใช่ไม๊ครับ เลยเรียกพนักงานมาถาม ได้ความว่าเป็นหมูตุ๋น ออกกลิ่นคาราเมล ก็เลยสั่งมาลองกินดู ปรากฎว่าเป็นหมูต้มพะโล้ทั่วๆไปครับ แถมปริมาณก็น้อยมาก หวานเกินความพอดี รสชาติไม่กลมกล่อม ขาดกลิ่นเครื่องเทศที่ควรจะมีในพะโล้ น้ำใสแจ๋ว เป็นเมนูที่ไม่สมควรสั่งอย่างยิ่งครับ ผิดหวังสุดๆ กินแล้วอารมณ์เสีย

   Poor หมูตุ๋นคาราเมล

สรุปครับ ทุกเมนู ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 95 บาท เรียกว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวไฮโซ ที่ตั้งอยู่ในห้างไฮโซ ส่วนตัวคิดว่าแพงมากครับ แต่ก็อร่อยจัดได้ว่าอยู่ระดับก๋วยเตี๋ยวอร่อยของกรุงเทพ แต่ราคาก็สุดยอดของกรุงเทพเช่นกัน แต่พอเทียบกับร้านอื่นในห้างเดียวกัน ก็คงจะไม่แพงหล่ะมั๊งครับ มื้อแรกโดนไป 345 บาท ส่วนมื้อที่สอง 245 บาท รวมๆทุกเมนูที่รีวิววันนี้ก็เกือบหกร้อยบาท เป็นก๋วยเกี๋ยวที่โหดมากทีเกียว sad

เมนูแนะนำ:
ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ

วันที่ไปกิน:
2012-01-13

ค่าใช้จ่าย:
โดยประมาณ
THB120(มื้อเย็น)

คะแนนสำหรับร้านนี้
  • Taste (3)
  • Environment (3)
  • Service (3)
  • Clean (5)
  • Price (1)
ให้คะแนนรีวิวนี้

  • กด Like!

    0

  • เจ๋งสุด

    0

  • เห็นแล้วหิว

    0

  • ประทับจิต

    0

  • น่ากินโฮก

    0

  • รูปแจ่ม!

    0
ส้มตำธรรมดา
ไม่ปลื้ม 2012-01-29
ตำ..ตำ อินเตอร์ ( จอมพล  )
วันนี้ได้มากินส้มตำกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานครับ ด้วยความที่พึ่งเดินสวนจตุจักรกันเสร็จ เพื่อนเลยแนะนำมากินส้มตำร้านนี้ ที่เค้าบอกกันว่าอร่อยและถูก อยู่ที่ union mall นี่เอง

จัดแจงมากันที่ชั้นใต้ดินครับ แถวทางออกถนนลาดพร้าว เป็นร้านส้มตำที่อยู่ในห้าง คนนั่งเยอะแยะเลย บรรยากาศธรรมดาทั้วไป เหมือนนั่งข้างนอกครับ แต่ดีกว่าที่มีแอร์ ไม่ร้อน

 ป้ายร้านครับ หน้าตาเป็นอย่างนี้

 คนเยอะทีเดียว

 ส้มตำ

อาหารที่นี่ก็เหมือนร้านส้มตำธรรมดาทั่วๆไปครับ เริ่มต้นด้วยส้มตำ เป็นตำไทยลาวใส่ปลาร้า และตำอะไรซักอย่าง รสชาติไม่โดนเด่นอะไรเป็นพิเศษครับ เน้นออกไปทางเค็มทั้งสองจาน แต่กลิ่นปลาร้าไม่จัดครับ ธรรมดาจนไม่รู้จะแนะนำยังไง หากินได้ทั่วๆไป

 ตับหวาน

ส่วนอันนี้เป็นตับหวานครับ รสชาติก็แสนจะธรรมดา เน้นออกเค็ม ไม่เผ็ดครับ พอทานได้

 คอหมูย่าง

อันนี้เป็นคอหมูย่างครับ รสค่อนไปทางหวาน หมักไม่จัด ย่างเตาไฟฟ้า เลยไม่มีกลิ่นหอมของถ่านไม้อย่างที่ควรจะเป็น มันไม่เยอะมาก แต่ไม่ประทับใจครับ

   แหนมข้อไก่ทอด

อันนี้ก็เป็นอีกเมนูหนึ่งที่แสนจะธรรมดา ปกติจะสั่งไว้แกล้มเบียร์ เลยรู้สึกอร่อยกว่านี้ เพราะวันนี้แกล้มกับโค้กครับ

 ต้มแซ่บกระดูกอ่อน

อันนี้เป็นต้มแซ่บกระดูกอ่อน รสครบครับ หวาน เค็ม เปรี้ยว เผ็ด แต่ผิดหวังมาก ที่ใช้น้ำมะนาวเทียม ทำให้ไม่มีกลิ่นหอมของมะนาว และเปรี้ยวแหลมจนเสียรสชาติ ขาดความกลมกล่อมของน้ำซุป ไม่ประทับใจเลยครับ

   ปากเป็นทอด

พระเอกของวันนี้คงต้องยกให้เมนูนี้ครับ ปากเป็ดทอด เค็มๆมันๆ แทะมันดีครับ โดยส่่วนตัวแล้วสั่งมาทานเป็นครั้งคราว แต่ที่นี่ทำได้ออกมาค่อนข้างดีครับ

สรุปครับ วันนี้ กับร้านที่เพื่อนแนะนำมา ไม่สมราคาคุย ถูก ใช่ครับ ทั้งหมดนี้ กับโค้กลิตรขวดนึง น้ำเปล่าขวดนึง ข้าวเหนียวสาม กับคนสี่คน ราคา 546 บาทครับ ไม่แพงเลยสำหรับร้านส้มตำกับอาหารปริมาณขนาดนี้ แต่อร่อย... คิดว่าไม่ครับ หาร้านอร่อยได้มากกว่านี้ แต่คนก็กินเยอะครับ อาจสั่งไม่ถูกเมนูหรือไม่ถูกปากผมคนเดียวก็ได้ นานาจิตตังครับ

เมนูแนะนำ:
ปากเป็ดทอด

วันที่ไปกิน:
2012-01-29

ค่าใช้จ่าย:
โดยประมาณ
THB140(มื้อเที่ยง)

คะแนนสำหรับร้านนี้
  • Taste (2)
  • Environment (2)
  • Service (2)
  • Clean (2)
  • Price (4)
ให้คะแนนรีวิวนี้

  • กด Like!

    0

  • เจ๋งสุด

    0

  • เห็นแล้วหิว

    0

  • ประทับจิต

    0

  • น่ากินโฮก

    0

  • รูปแจ่ม!

    0
มื้อเย็นหลังเลิกงาน
ยิ้ม 2012-01-29
อีท เวียต ( ช่องนนทรี )
วันนี้เป็นวันศุกร์ เหนื่อยจากการทำงานและความวุ่นวายมามาก ทำให้ไม่มีอารมณ์ไปต่อหนักที่ไหน แต่ก็อยากจะพักผ่อนสบายๆไปกับมื้อเบาๆ พร้อมเพื่อนร่วมงานอีกกลุ่มเล็กๆ จึงชวนกันสี่คน เดินจากที่ทำงานไปยังร้านอาหารเวียดนามที่คนไปไม่เยอะ ไม่วุ่นวาย ให้ได้ผ่อนคลายกับบรรยากาศเบาๆ

eat viet เป็นร้านอีกร้านนึง ที่ไปค่อนข้างบ่อย ด้วยความที่เป็นร้านที่ตกแต่งสบายๆ และอยู่ใกล้บ้านและที่ทำงาน คืออยู่ซอย 15 บนถนนนราธิวาส อยู่ฝั่งขาออก ซึ่งวิ่งตรงจากสาทรไปยังพระราม3 ก่อนถึง share of mind หรือซอยหน้าสถานี BRT อาคารสงเคราะห์นั่นเอง

 หน้าร้านยามค่ำคืน

ร้าน Wat Viet ตกแต่งภายในให้ความรู้สึกเป็น contemporary south east asia แต่ก็มีอารมณ์ chic chic แบบโมเดิร์นปนอยู่เล็กน้อย เป็นร้านที่อยู่ใจกลางเมืองหลวง แต่ความวุ่นวายก็ไม่ได้ทำให้กลิ่นอายและบรรยากาศความคลาสสิคเลือนหายไปกับความวุ่นวายของตัวเมืองและการจราจร เพราะร้านตั้งอยู่ในซอย แต่ก็ไม่ลึกมากเกินไป สามารถเดินไปถึงตัวร้านได้ มีที่นั่งให้นั่งนอกร้าน แต่จุดเด่นอยู่ภายในตัวร้าน ที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง ส่วนเพลง bossa ที่เปิดคลอไปกับบรรยากาศชิลๆก็เข้ากันได้ดี ทำให้แค่เข้ามาในร้านซึ่งมีกลิ่นผักตามไสตล์อาหารเวียดนาม ก็ช่วยให้ผ่อนคลายได้ระดับนึงเลยทีเดียว

 บรรยากาศโดยรวมภายในร้าน

นอกจากบรรยากาศร้านที่ทำให้กลับมากินอีกบ่อยๆแล้ว ยังเป็นเพราะรสชาติอาหาร และราคาที่ไม่แพงมากด้วย รีวิวนี้จะไม่บอกราคาเป็นเมนูนะครับ แต่จะให้เดาว่าทั้งหมดเท่าไหร่ กับร้านบรรยากาศขนาดนี้ และทำเลขนาดนี้ lol

   แหนมเนื้อง กุ้งพันอ้อย และแหนมสด

วันนี้สั่งอาหารแบบเรียกได้ว่าจัดเต็มกันเลยทีเดียว เริ่มต้นกันด้วยเมนูพื้นฐานสำหรับ แหนมเนือง แหนมสด และกุ้งพันอ้อยครับ เมนูแรกกับเมนูสามรสชาติธรรมดา รสชาติไม่ได้ต่างจากร้านอื่นๆ แต่เป็นพื้นฐานที่มาร้านอาหารเวียดนามก็ต้องสั่งเป็นปกติอยู่แล้ว แต่เมนูหลังนี่ค่อนข้างประทับใจ อร่อยดีทีเดียว มากี่ทีก็สั่ง ไม่เค็มจัด รสชาติกลมกล่อมมากแบบเบาๆ จิ้มกินกับซอสบ๊วยแล้วโดนใจมากครับ แนะนำๆ

   เปาะเปี๊ยวญวนไส้หมูและเปาะเปี๊ยะสดไส้กุ้ง

รูปที่สองนี้เป็นเปาะเหี๊ยะญวนไส้หมู เสิร์ฟมาพร้อมกับหมูยอ รสชาติเบาๆ และน้ำจิ้มซีฟู้ดที่รสไม่จัดเกินไป ความลงตัวระหว่างปริมาณผักกับหมูเข้ากันดี เป็นเมนูสบายท้องอีกเมนูครับ ส่วนอีกอันเป็นเปาะเปี๊ยะสดไส้กุ้ง กินสบายๆ ได้สุขภาพครับ อร่อยๆ

   อันนี้จำไม่ได้แล้วว่าเรียกว่าอะไร

ส่วนเมนูนี้ ไม่รู้ทำไม ไม่เคยสั่งเองซักที แต่มากับใคร เป็นต้องมีคนสั่งแทน เลยไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร แต่ก็ชอบกินครับ อร่อยดี เป็นกุ้ง หมูยอ และผัก พันเป็นคำๆ จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดครับ แนะนำๆ ใครรู้ชื่อเมนูช่วยบอกด้วยนะครับ

   สลัดเวียดนาม

อันนี้เป็นสลัดเวียดนาม มีไข่ หมูยอ ผัก น้ำสลัดใส และงาครับ รสชาติออกเปรี้ยวหวาน ให้กลิ่นของงาอ่อนๆ อร่อยดีครับ

   ไก่ย่างตะไคร้

อันนี้เป็นเมนูโปรดผมเลยครับ ไก่ย่างใบมะกรูด ที่นี่ย่างออกมาได้รสออกหวานเพราะมีกลิ่นหอมหวานของกะทิที่กมักไก่ไว้ และมีกลิ่นใบมะกรูดที่ตัดกันได้อย่างลงตัว กินพร้อมใบมะกรูดทอดนะครับ อร่อยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

   ไอติมกล้วยทอด

สุดท้ายครับ ไอติมกล้วยทอด อันนี้รสชาติธรรมดา แต่ไม่รู้ทำไม กินหลังอาหารเวียดนามแล้วมันทำให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว

ทั้งหมดนี่ รวมโค้กสองขวด น้ำตะไคร้ และน้ำเปล่าอีกสองขวด ค่าเสียหายครับ อยู่ที่ 964 บาท 4 คน ตกเฉลี่ยคนละ 240 บาท กับอาหารเวียดนามที่ปกติตามห้างราคาแสนแพง และรสชาติกับบรรยากาศธรรมดา เรียกว่าเป็นเมนูสุขภาพที่เข้าท่ามากทีเดียว แนะนำให้เป็นที่ผ่อนคลายหลังเลิกงานวันศุกร์ครับ

เมนูแนะนำ:
ไก่ย่างใบมะกรูด,เปาะเปี๊ยะญวน,เปาะเปี๊ยะสด

วันที่ไปกิน:
2012-01-27

ค่าใช้จ่าย:
โดยประมาณ
THB250

คะแนนสำหรับร้านนี้
  • Taste (5)
  • Environment (5)
  • Service (4)
  • Clean (5)
  • Price (4)
ให้คะแนนรีวิวนี้

  • กด Like!

    0

  • เจ๋งสุด

    0

  • เห็นแล้วหิว

    0

  • ประทับจิต

    0

  • น่ากินโฮก

    0

  • รูปแจ่ม!

    0