2
0
0
Review (2)
(((ทำความรู้จักร้านกันก่อน)))ร้าน The Third Pig มี concept คือ ร้านกิน-ดื่ม โดยมีอาหารคาว-หวานให้เลือกพอประมาณ และมีสารพัดเครื่องดื่มทั้งแบบดั้งเดิ่มและเครื่องดื่มเก๋ๆ ที่ทางร้านครีเอตขึ้นมาใหม่ หลากหลาย เหมาะสำหรับนักดื่มที่จะไปนั่งดื่มชิลๆ หลังเลิกงานค่ะร้านได้ดัดแปลงธนาคารเก่ามาเป็นร้านอาหาร โดย concept การแต่งร้านก็น่าจะเดากันได้จากชื่อร้านนะคะ ก็คือ บ้านของลูกหมูตัวที่สามที่แข็งแกร่งที่สุด และรอดพ้นจากเงื้อมมือของเจ้าหมาป่า (((ที่ตั้ง-การเดินทาง)))ร้านตั้งอยู่ปากซอยพหลโยธิน 20 ค่ะ หรือ ใกล้กับธนาคารทหารไทยสำนักงานใหญ่เลยค่ะ การเดินทางนะคะ ถ้าขับรถมาก็เข้าเส้นพหลโยธินจากห้าแยกลาดพร้าว แล้วรีบชิดซ้ายค่ะ เพราะร้านอยู่ติดป้ายรถเมล์หน้าธนาคารทหารไทยเลยค่ะ สามารถจอดรถหน้าร้านได้ประมาณ 2 คัน หรือจอดในซอยพหลโยธิน 20 ก็ได้ค่ะถ้ามารถไฟฟ้า ก็ลง BTS สถานีหมอชิต แต่เดินไกลซักหน่อยค่ะ ประมาณ 1 ป้ายรถเมล์ (((บรรยากาศ - บริการ)))ชอบบรรยากาศร้านมากๆ เลยค่ะ แต่งร้านแนวดิบๆ แต่เก๋มากๆ เห็นอิฐ-ปูน สายไฟระโยงระยาง แต่ร้านดูโปร่งๆ นะคะ ไม่อึดอัด จากที่เล่าไปแล้วว่าร้านแต่งให้เหมือนกับเป็นบ้านของลูกหมูตัวที่สาม ก็จะมีมุมที่วางชื่อลูกหมู ที่ชอบมากคือบนเตาผิงมีเขียนว่า RIP Wolf ด้วยค่ะ พร้อมด้วยมีหม้อในเตาผิง ก็อาจจะเดากันเล่นๆ ว่าคือหม้อต้มหมาป่ารึเปล่าน้อออการบริการดีงามค่ะ พนักงานทุกคนยิ้มแย้ม แนะนำอาหารได้ดีค่ะ (((อาหาร-เครื่องดื่ม)))จากที่บอกว่าร้านนี้เป็นร้านกิน-ดื่ม นะคะ ก็จะมีเมนูอาหารประปรายค่ะ แต่ที่ทางร้านเน้นจะเป็นเมนูเครื่องดื่มอาหารจะเป็นแนวฟิวชั่น มีการผสมผสานอาหารไทยเข้ากับอาหารฝรั่ง ทั้งอิตาเลี่ยน เม็กซิกัน และอเมริกัน ตัวอย่างเมนูเด่นของร้าน เช่น ลาซานญ่ามัสมั่น เบอร์เกอร์สะเต๊ะไก่ และพะโล้คาโบนาร่าสำหรับเครื่องดื่มนะคะ ค่อนข้างหลากหลายมากๆ ค่ะ โดยแบ่งเครื่องดื่มเป็น 4 หมวดหมู่ค่ะ คือ pignature drink (เครื่องดื่มที่ทางร้าน create ขึ้นมาใหม่), classic drink (เครื่องดื่มที่รู้จักกันมานาน จนขึ้นหิ้งคลาสสิค เช่น manhattan, old fashioned, martini), long lost classic cocktail (เครื่องดื่มผสมรุ่นเก่าๆ), non alcoholic cocktail (เครื่องดื่มผสมที่ไม่ใส่เหล้า)(((อาหารที่ลอง)))ได้ซื้อ voucher ของทางร้านค่ะ โดยเป็นการร่วมกันกับแม่โขง สำหรับ voucher มูลค่า 699 บ. ค่ะ ซึ่งจะมีอาหารจานหลัก 2 จาน ได้แก่ พะโล้คาโบนาร่า และ หอยแมงภู่นิวซีแลนด์ในซอสแกงส้มไวน์ขาว และเครื่องดื่ม 2 แก้วที่มีแม่โขงเป็นส่วนผสม (เครื่องดื่มทั้งสอง ไม่มีในเมนู pignature cocktail ของทางร้านนะคะ) และนอกจากรายการใน voucher แล้ว เราก็สั่งเมนูอื่นๆ มาลองเพิ่มด้วยค่ะ>>> PA-LOH Carbonara (180) 4.5/5เป็นการใช้เส้นเพนเน่มาปรุงด้วยสไตล์คาโบนาร่า และมีหมูพะโล้ signature ของร้านเป็นโปรตีนค่ะเส้นเพนเน่ทำมากำลังดีค่ะ หนึบๆ ไม่นิ่ม ไม่เละ ซอสคาโบนาร่ามันๆ เค็มๆ ทานกับหมูพะโล้หอมๆ รสชาติเข้ากันดีมากๆ ค่ะ หมูพะโล้ที่มากับจานนี้เค้าจะตุ๋นมาจนหอมเครื่องเทศ รสชาติหวาน-เค็ม จากนั้นหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ไปทอดให้กรอบนอกนุ่มใน ใครจะเชื่อว่าหมูพะโล้จะเข้ากับคาโบนาร่าได้อย่างดีขนาดนี้ ชอบมากค่ะ>>> Mussels Gang-Som White Wine Marinara (260) 3/5สำหรับรายการนี้ เป็นหอยแมงภู่ในซอสแกงส้ม-ไวน์ขาวค่ะ เสิร์ฟพร้อมขนมปังชิ้นหนากรอบนอกนุ่มในหอยแมงภู่สดอวบดีค่ะ มาหลายตัว แต่ไซส์ของหอยก็กลางๆ ไม่เล็ก ไม่ใหญ่ ซอสแกงส้มออกเปรี้ยวและยังได้รสของไวน์ขาวค่อนข้างชัดเจนค่ะ ส่วนตัวว่ารสชาติแกงส้มออกเปรี้ยวแบบแปลกๆ แต่ทานน้ำแกงส้มคู่กับขนมปังที่มาด้วยกัน ก็อร่อยดีค่ะ>>> Deep Fried PA-LOH Pork with Sticky Rice (180) 5/5จานนี้เป็นหมูพะโล้แดดเดียว เสิร์ฟมาพร้อมข้าวเหนียว น้ำจิ้ม และสลัดผัก เสริ์ฟมาบนบอร์ดไม้เลยค่ะ มีการนำ star anise มาตกแต่งจานซึ่งสื่อถึงพะโล้ได้ด้วยค่ะจานนี้ชอบมากๆ เลยค่ะ หมูพะโล้หั่นชิ้นหนา นำไปทอดให้หอมขึ้นไปอีก แต่หมูพะโล้เมนูนี้จะต่างจากในจานคาโบนาร่าค่ะ คือมาแบบนิ่มๆ ไม่ได้กรอบนอกนุ่มใน ก็จะทำให้เห็นไขมันแทรกค่อนข้างเด่นชัด แต่รสชาติอร่อยมากค่ะ หอมเครื่องพะโล้มากๆ จิ้มน้ำจิ้ม ทานกับข้าวเหนียว อร่อยลืมอ้วนกันเลยค่ะ>>> Thai Style Grilled Chicken Served with Naan Bread and E-san Dip (160) 3/5จานนี้คือไก่ย่างเสิร์ฟมากับแป้งนานค่ะ สำหรับจานนี้เฉยๆ นะคะ เพราะไก่หมักมารสชาติอ่อนมากไปหน่อย และตัวไก่ไม่ค่อยรู้สึกว่าได้ผ่านการกริลมาเท่าไหร่ค่ะ ตัวนานมาตรฐานค่ะ >>> Cheesy Deep-Fried Larb Pork Ball with E-San Dip (160) 4/5เมนูนี้ก็คือลาบทอดไส้ชีสนั่นเองค่ะสำหรับเมนูนี้อร่อยดีนะคะ ลาบทอดมาอุ่นๆ ผ่าตรงกลางเจอชีสเยิ้มๆ ตัวลาบหมูทอดร้านนี้ทำมาได้โอเคเลยค่ะ หมูยังนุ่ม ไม่แข็งเป๊กแบบร้านอื่นๆ ข้อติคงเป็นรสชาติคล้ายกับใช้ผงปรุงรสไปซักหน่อยค่ะ ส่วนชีสด้านในก็เยิ้มๆ ทานแล้วเคลิ้มเลยค่ะ อร่อยเพลินมากๆ >>> Mekhong Thai Sabai (drink included in the voucher)ดริงค์สีเขียว-เหลือง เสิร์ฟมาในแก้วสั้น มีใบโหระพาโปะมาด้านบน ส่วนตัวไม่ใช่นักดื่มนะคะ แต่รสชาติละม้ายมาการิต้าผสมโมฮิโต้ จะออกเปรี้ยวๆ และหอมโหระพา แก้วนี้จะค่อนข้างแรงซักหน่อยค่ะ ดื่มได้ทีละนิด>>> Mekhong Royal Velvet (drink included in the voucher)ดริงค์แดงม่วง เสิร์ฟมาในแก้วปากกว้างทรงสูง มีบลูเบอรี่ ใบมะกรูด และ lemongrass สำหรับแก้วนี้ รสชาติออกแนว fruity หน่อยค่ะ ออกหวานๆ ดื่มได้ง่าย ชอบแก้วนี้นะคะ อร่อยดีค่ะ(((สรุป)))เป็นร้านอาหารที่ประทับใจเลยค่ะ อาหารคาวแนวฟิวชั่นที่คาดไม่ถึงว่าจะเข้ากันได้ แต่ผลปรากฏว่าอร่อยอย่างน่าประหลาดใจ และมีสารพัดเครื่องดื่มให้เลือกลองด้วยค่ะ อ้อ .. เกือบลืมบอกไปว่า ทางร้านรับบัตรเครดิตที่ พันบาท ขึ้นไปนะคะ continue reading
(The above review is the personal opinion of an user which does not represent OpenRice's point of view.)
พอดีได้ชุด Dinner Set 699 มา เลยได้มีโอากาสเข้าเมือง มาร้านน่ารักๆ ร้านนี้The Third Pig ชื่อร้านมาจากนิทานเรื่องลูกหมู3ตัว ทำให้สไตล์การตกแต่งของร้านเหมือนหลุดเข้าไปในโลกนิทานเรื่องลูกหมู3 ตัว รวมถึงเมนูต่างๆของทางร้านด้วยร้านตั้งอยู่บน ถนนพหลโยธิน หน้าซอยพหลโยธิน 20 ติดกับธนาคาร TMB สำนักงานใหญ่ ถ้าเดินทางจากเซ็นทรัลจะถึงก่อน BTS หมมอชิตค่ะ  ช่วงกลางคืนสามารถจอดรถในซอยได้บรรยากาศร้านดูอบอุ่น เป็นบ้านของหมูตัวที่ 3 ที่เน้นการใช้อิฐที่แข็งแรงทนทานเป็นส่วนประกอบหลัก จึงกลายมาเป็นสไตล์ร้านแบบดิบๆ มีกลิ่นอายของฟาร์ม และยังมีเตาผิงน่ารักๆ ให้ถ่ายรูปชิวล์ๆ อีกด้วยมาดูกันดีกว่าค่ะ Set Dinner  699 มีอะไรให้เรากินกันบ้าง เริ่มจาก-หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ซอสแกงส้มไวน์ขาว กินกับขนมปังกรอบ รสชาติซอสที่เข้มข้น เมื่อนำขนมปังไปจิ้มให้น้ำซอสซึมเข้าไป ทำให้ได้สัมผัสรสที่อร่อยมาก ประกอบกับหอยสดๆ ตัวโตๆ เต็มปาก อร่อยมากๆเลย-พะโล้คาโบนาร่า  เป็นการนำอาหารไทยอย่างพะโล้มาผสมกับเส้นพาสต้าได้อย่างลงตัว จะหอมเครื่องพะโล้นิดๆ ประกอบกับชีสยืดๆ อร่อยมากๆ แถมได้หมูพะโล้โรยหน้าแบบกรอบๆ ถึงเครื่องมากๆ- ค็อกเทล MaeKong Royal Velvet รสชาติหวานๆ อมเปรี้ยวจากเบอร์รี่ มีขมๆจากแม่โขงนิดๆ แถมเก๋ไก๋ด้วยตะไคร้ที่ปักมาทำให้ได้กลิ่นหอมบางๆของตระไคร้อีกด้วยค่ะบทสรุปความอร่อยสำหรับร้านนี้ถือว่า เยี่ยมเลยค่ะ การบริการที่ยอดเยี่ยม ยิ้มแย้มแจ่มใส ขนาดที่เราไปไม่ได้จองโต๊ะ ทางร้านยังหาที่นั่งให้ โดยไม่มีแสดงอาการเลย ถือเป็นการบริการที่น่ารักจริงๆร้านเปิด 17.30 น. ถึงเที่ยงคืนนะคะ  ข้อแนะนำสำคัญ ควรจะโทรจองโต๊ะก่อนเป็นดีที่สุดค่ะ เพราะร้านนี้คนเยอะจริงๆ continue reading
(The above review is the personal opinion of an user which does not represent OpenRice's point of view.)