3
0
0
ระดับ7
วันนี้จะพาไปกินร้านที่ได้มิชลินสตาร์มาหมาดๆ ไม่กี่เดือนนะคะ นั่นก็คือร้าน L'aterlier De Joel Robuchon Bangkok ซึ่งเราเคยไปกินทั้งหมดสองครั้งที่ได้รีวิวไปแล้วส่วนรอบนี้ เชฟส่งข้อความมาชวนเหมียว nanareview ว่าอยากชวนเหมียวไปกินที่ร้านเนื่องในวันเกิดค่ะ (ประมาณว่าอยากทำเมนูพิเศษให้) เหมียวเลยชวนเราอีกที เราก็โอเค ได้จ้า เรื่องกินไม่ปฏิเสธอยู่แล้นนนน 555 แล้วเราเองก็ตั้งใจว่าจะไปอัพเดทหลังจากที่นี่ได้มิชลินสตาร์ 1 ดวงมาด้วยค่ะ เลยถือว่าดีเลย ต้องขอบคุณทั้งเหมียวและเชฟ Olivier Limousine ด้วยนะคะสำหรับโอกาสนี้ วันนั้นก็ขับรถไปเช่นเคยค่ะ โดยเซิร์ชหาในแม็พด้วยชื่อร้านเลยนะคะ บอกเป็นข้อมูลอีกทีว่าร้านนี้จะอยู่ที่ชั้น 5 ของอาคาร
อ่านรีวิวฉบับเต็ม
วันนี้จะพาไปกินร้านที่ได้มิชลินสตาร์มาหมาดๆ ไม่กี่เดือนนะคะ นั่นก็คือร้าน L'aterlier De Joel Robuchon Bangkok ซึ่งเราเคยไปกินทั้งหมดสองครั้งที่ได้รีวิวไปแล้ว

ส่วนรอบนี้ เชฟส่งข้อความมาชวนเหมียว nanareview ว่าอยากชวนเหมียวไปกินที่ร้านเนื่องในวันเกิดค่ะ (ประมาณว่าอยากทำเมนูพิเศษให้) เหมียวเลยชวนเราอีกที เราก็โอเค ได้จ้า เรื่องกินไม่ปฏิเสธอยู่แล้นนนน 555 แล้วเราเองก็ตั้งใจว่าจะไปอัพเดทหลังจากที่นี่ได้มิชลินสตาร์ 1 ดวงมาด้วยค่ะ เลยถือว่าดีเลย ต้องขอบคุณทั้งเหมียวและเชฟ Olivier Limousine ด้วยนะคะสำหรับโอกาสนี้ 



วันนั้นก็ขับรถไปเช่นเคยค่ะ โดยเซิร์ชหาในแม็พด้วยชื่อร้านเลยนะคะ บอกเป็นข้อมูลอีกทีว่าร้านนี้จะอยู่ที่ชั้น 5 ของอาคารมหานครคิวบ์นะคะ (อาคารเดียวกับ Vogue Lounge ที่เคยรีวิวไปแล้ว ) จอดรถเสร็จก็สามารถกดลิฟท์จากชั้นจอดรถไปที่ร้านได้เลยค่ะ
20 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์



เปิดลิฟท์ไปก็จะเจอโถงนั่งรอนะคะ ด้านขวามือจะเป็นเคาน์เตอร์ติดต่อค่ะ เราก็แจ้งชื่อไป พนักงานก็พาไปที่ที่นั่งนะคะ
25 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์


ซึ่งวันนี้นั่งด้านหน้าเคาน์เตอร์เช่นเคยค่ะ วันนี้คนเยอะมากกกกกกก ชาวต่างชาติเกือบหมดเลย ซึ่งเราว่าการนั่งเคาน์เตอร์นี่ดีมากนะคะ นอกจากได้เห็นการทำอาหารบางส่วนแล้ว เชฟจะมาพูดคุยด้วยค่อนข้างบ่อยค่ะ เชฟอัธยาศัยดีมาก (เสียดายไม่โสดแล้วววว ฮือออ #เดี๋ยวค่ะป้าคะกลับมารีวิวอาหารค่ะป้า) เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าชาวต่างชาติมานี่ เค้าไม่เลือกนั่งโต๊ะด้านในกันนะคะ เลือกเคาน์เตอร์กันหมดเลยค่ะ นี่เรามาเก็บภาพหลังเขาลุกกันไปแล้วนะคะ แหะๆ เพราะตอนแรกนี่เต็มเคาน์เตอร์ยาวหมดเลยค่ะ อ้อๆ แนะนำให้จองก่อนเสมอนะคะ โดยเฉพาะมื้อเย็นซึ่ง traffic จะแน่นกว่ามื้อกลางวันอีกค่ะ
15 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์


สำหรับเครื่องดื่มก็มีแท็บเล็ตมาให้เลือกเช่นเคยนะคะ แต่ของเราได้รับการแจ้งว่าเชฟเตรียมเครื่องดื่มแพร์ริ่งไว้ให้แล้วค่ะ ก็เลยไม่ได้เลือกกัน
27 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์


นั่งชมการเตรียมอาหารไปค่ะ นี่เป็นบางส่วนนะคะ ที่จริงยังมีครัวใหญ่อยู่ทางด้านหลังค่ะ เชฟจะคอยกระตุ้นทีมตลอด เรียกชื่อบ้าง พูดประโยคบางประโยคบ้าง แล้วพนักงานเขาก็ได้ยินกันทุกคนนะ คอยขาน คอยตอบรับตลอดอ้ะ 


เครื่องดื่มแรกมาก่อนเลยค่ะกับ 2011 Passion Blanche, Vin de Pays des Cotes Catalanes, Bernard Magrez ตัวนี้จะมีแอลกอฮอล์ไม่แรงมากนะคะ ค่อนข้างสดชื่นและเข้ากับอาหารที่มาบริการอีกสองจานได้ค่อนข้างดีเลยค่ะ มีความคลีนและใสๆ สดชื่นนิดๆ เราชอบนะ ดื่มง่ายดีค่ะ
27 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์

อะมุสบุชมาก่อนเลยค่ะ เป็นอะมุสบุชยอดนิยมของที่นี่นะคะ 

Pour Commencer
Crisp and soft quinoa, smoked piquillo flavors



ฝั่งซ้ายที่อยู่ในถ้วยจะประกอบไปด้วยตับห่าน port wine reduction และด้านบนเป็นโฟมที่ทำจากชีสนะคะ เวลากิน ให้ตักกินให้ครบทั้งสามชั้นนะคะ รสจะออกแนวละมุนและสมดุลมากเลยค่ะ เราชอบหละ ส่วนตัวฝั่งขวาเป็นควินัวนะคะ โดยรวมแล้วประทับใจรสชาติฝั่งซ้ายมากกว่าค่ะ ส่วนฝั่งขวานี่เรียกว่ากินเพื่อเพิ่มเทกซเจอร์ 555
22 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์



Le Caviar Imperial
A Surprise of Sologne Imperial caviar

ตัวนี้ตอนแรกที่เสิร์ฟ มีฝาครอบมาด้วยค่ะ พอวางแล้วเปิดนี่ เราตะลึงไปเลยยยยยย อาหารสวยมากกกกกกกกกกกกกก พอเห็นสีหน้าพวกเรานี่ เชฟมาเกร่ดูแล้วอมยิ้มใหญ่เลยค่ะ (ปลื้มล่ะซี้ 555) 


ตัวนี้จะคล้ายๆ เมนูคาร์เวียร์ที่เรากินไปรอบที่แล้วนะคะ เป็นเนื้อปูรองข้างใต้ โปะด้วยคาร์เวียร์แบบจัดเต็ม ส่วนสีเขียวๆ นี่ทำจากบรอคโคลี่ค่ะ รสจะออกแกมเค็มนิดๆ กินแล้วสดชื่นดี เป็นเมนูที่ยิ่งกินกับเครื่องดื่มที่แพร์ริ่งมาแล้วเข้ากันมาก ส่งรสชาติกันดีค่ะ
15 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์
19 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์


Le Foie Gras
Duck foie gras mille-feuille with caramelized smoked eel, Japanese flavors


เป็นเมนูปลาไหลรมควันสลับกับฟัวร์กราส์ ซึ่งเป็นการผสมผสานรสชาติที่ดีและเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อค่ะ เราชอบมากอ้ะ อร่อยแบบ...เฮ้ยยยย มามิกซ์กันอย่างนี้ก็ได้ด้วย ส่วนสลัดแอปเปิ้ลฝั่งซ้ายนี่แนะนำให้กินแค่นิดหน่อยตอนก่อนกินตัวหลักนะคะ แล้วมากินปิดท้าย จะช่วยทำให้รสชาติปิดด้วยความสดชื่นลงตัวพอดี ถ้าชอบรสมีมิติหน่อยก็แนะนำให้กินกับสามขีดด้านล่างค่ะ เป็นหอมซอย ครีมซอสและพริกไทยนะคะ จะช่วยเพิ่มรสอีกหน่อย แต่แบบไม่กินพร้อมเราก็ว่าอร่อยแล้วนะคะ แต่รสจะค่อนข้างเข้มๆ แน่นๆ แบบผู้ชายหน่อย ขนมปังที่แนมมาที่ฝั่งขวาก็ยังคงดีเช่นเคยค่ะ
18 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์
8 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์


จากนั้นเครื่องดื่มตัวที่สองก็มาค่ะ

2013 Gmajne Chardonnay, Primosic Collio Doc

จากรูปนี่เทียบให้เห็นเครื่องดื่มระหว่างตัวแรกกับตัวที่สองนะคะ (ตัวแรกฝั่งขวา ตัวที่สองฝั่งซ้าย) 

ตัวนี้จะกลิ่นเด่นมาก ออกแนวฟรุตตี้ผสมกับกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ค่ะ แต่แอลกอฮอล์ก็ใช้ได้เลย เป็นไวน์ของอิตาลีนะคะ
22 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์

11 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์


L’ARTICHAUT
Roasted artichoke on a thin puree, chickpeas cappuccino scented with turmeric


ตัวนี้เราชอบอีกแล้วววววววว นี่มาสองรอบหลัง (ที่เชฟ Limousine อยู่) เราปลื้มซุปทั้งสองครั้งเลยค่ะ (แต่กรุณาอย่าคิดถึงความอ้วนและแคลอรี่ 555) เข้มข้นหอมมันมากๆ กินแล้วรสชาติเต็มปากเต็มคำสุดๆ ค่ะ ตรงกลางที่เป็นตัวคริสปี้อาร์ติโช้คก็ทำมาได้กำลังดี ไม่เหนียวแต่ไม่แห้ง เคี้ยวกำลังโอเคเลยค่ะ เรียกว่าขนาดอิ่มๆ มาแล้ว ยังกินหมดง่ะ อร่อยยย
12 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์

แล้วพอดื่มไวน์ที่แพร์ริ่งกันมา ก็ทำให้ความข้นมันของเมนูนี้ถูกคลีนไปค่ะ ดีงามมาก แพร์ริ่งดีนะเราว่า เราชอบกว่าการแพร์ริ่งตัวแรกอีกหละ


LA DORADE
Seared japanese seabream served with salsify and ‘matelote’ sauce


กว่าเมนคอร์สจะมา เรานี่อิ่มถึงคอแล้วค่ะ (ปาดเหงื่อเลย) ตัวนี้เนื้อจะเป็นประมาณปลากะพง แต่จะแน่นกว่านะคะ ทว่าก็ยังคงมีเทกซเจอร์ที่นุ่มนวลอยู่ ตอนแรกที่กินกับซอสไวน์แดง เรารู้สึกว่าไม่ค่อยเข้านะ เหมือนซอสมันเด่นจนกลบปลาหมด แต่พอกินควบคู่กับเครื่องเคียงทั้งเชสนัท รากไม้และเห็ด...เออ ดีกว่าแฮะ มันสร้างสมดุลและความกลมกล่อมให้มากขึ้นค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าใครสั่งเมนูนี้ แนะนำให้กินพร้อมกันแบบครบๆ หมดนะคะ ถ้ากินเฉพาะปลากับซอสจะค่อนข้างไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่อ้ะ
16 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์


ตัวนี้เสิร์ฟมาพร้อมมันบดนะคะ แต่ขออภัยจริงๆ ที่เราไม่ได้แตะมันบดเลยค่ะ 
16 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์


ระหว่างนั้นก็มีพนักงานนำคาร์ทชีสและของหวาน (ชีสมาก่อนนะคะ) มานำเสนอลูกค้าท่านอื่นๆ ค่ะ เลยขอถ่ายมานะคะ เก๋ไก๋มาก ตอนเรามารอบที่แล้วๆ ไม่ยักมีแฮะ
15 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์


และก่อนของหวาน ไวน์ตัวนี้ก็มาเสิร์ฟค่ะ

2011 Muscat de Beaumes-de-Venise, Maison Paul Jaboulet Aine

ตัวนี้ผู้หญิงน่าจะชอบค่ะ ส่วนผู้ชายน่าจะไม่ 555 ไวน์หวาน หอมหวนมากๆ เนื้อค่อนข้างหนืดนิดๆ มีเนื้อมีหนังเลยแหละค่ะ เมานิ่มกันเลยทีเดียว
17 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์
6 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์


และแล้วของหวานก็มาาาาาาาาาาา

La Mangue Perroquet
Mango ‘Perroquet’, black sesame, exotic fruits 
*The menu served on The Gala Dinner Night, celebrate  Michelin Star Bangkok 2018 


ตัวนี้เป็นเมนูของหวานที่ทางร้านได้รับเลือกให้เสิร์ฟในงานกาล่าดินเนอร์คืนที่ประกาศร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลินของไทยด้วยนะคะ (ปลื้มมากที่เชฟเลือกเมนูนี้มาบริการให้อ้ะ) พรีเซนต์สวยมาก ตัวที่เหมือนมะม่วงนั่นทำจากช็อกโกแลตขาวค่ะ ข้างในเป็นมูสตามด้วยด้านในที่เป็นซอสมะม่วงลาวา (เห็นบอกว่ามีส่วนผสมของสับปะรดด้วย) ที่มีรสค่อนข้างเปรี้ยว ทำให้เมนูนี้ออกทั้งหวานอมเปรี้ยว รสดีมากค่ะ เป็นของหวานที่ไม่หวานเจี๊ยบ หวานอมเปรี้ยวกำลังดี เหมาะกับการปิดมื้อที่สวยงามมากๆ เท่าที่สอบถาม เขาบอกว่า ตอนที่เสิร์ฟในงานกาล่าก็ได้รับคำชมเยอะมากนะคะ ถ้าใครมาที่นี่ก็อยากให้ลองสั่งเมนูนี้นะคะ (จองก่อนก็ดีค่ะสำหรับเมนูนี้) 
13 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์
13 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์




ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านั้น เชฟและทีมงานยังมาเซอร์ไพรซ์เหมียวด้วยค่ะ เป็นของหวานอีกเมนูหนึ่ง น่ารักมากกกกกกกกก โอ๊ยยยยย อิจฉาาาา 555
8 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์


ยังไม่จบ ยังมีคอมพลิเมนทารี่ของหวานอีกค่ะ กับช็อกโกแลตและขนมไข่ฝรั่งเศส อร่อยทั้งสองตัวเลยยยยย



แต่พอเรียกให้คิดเงิน...


ค่ะ


เหมือนเดิม เชฟเลี้ยงค่ะ พวกเราโวยวายกันใหญ่ แต่เชฟทำเป็นฟังไม่เข้าใจ พูดฝรั่งเศสใส่รัวๆ ฮืออออออ เรายืนยันว่าจะจ่าย แต่ไม่มีใครยอมให้จ่ายอ้ะ สรุป ฟรีไปอีกมื้อค่ะ แถมยังเขียนการ์ดใบนี้ให้เหมียวด้วยอ้ะ ทำบุญมาด้วยอะไรเนี่ยแม่คุณณณณ
23 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์
11 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์


ปิดท้ายด้วยรูปเราสามคน คงต้องมีใครเป็นฝ่ายไป...เอ่อ ไม่ใช่แล้วค่ะป้า 
20 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์



ขอบคุณเชฟ Olivier Limousine อีกครั้งนะคะสำหรับมื้อพิเศษนี้ ประทับใจมากๆ รวมทั้งการบริการของพนักงานทุกๆ คน ที่ดีงามสยามประเทศมาก เอาใจใส่ อธิบายเมนู ดูแลตลอดๆ สมควรแก่ดาวมิชลินมากค่ะ ประทับใจมากๆ เลยค่ะ


เหมียวเองก็จะขอบคุณตามวิธีของเหมียว ส่วนเราเองเดี๋ยวคงเชิญเชฟและภรรยาไปรับประทานอาหารสักมื้อหละค่ะ แหะๆ (ที่ชวนเชฟกับคุณเควนตินไปกินรอบที่แล้วยังไม่ได้รีวิวเลย กร๊าก) 
19 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์
17 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์
(รีวิวด้านบนคือ ความคิดเห็นของผู้ใช้ ซึ่งไม่ใช่ความคิดเห็นของ OpenRice)
โพสต์
รายละเอียดคะแนนรีวิว
รสชาติ
การตกแต่ง
บริการ
ความสะอาด
ความคุ้มค่า
วิธีการกิน
รับประทานที่ร้าน
ระดับ4
ร้านนี้เป็นร้านอาหารของเชฟ Joël Robuchon เจ้าของฉายา "เชฟแห่งศตวรรษ" ผู้ครอบครอง Michelin Star จำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์วงการอาหาร คือ สูงถึง 25 ดวง! แน่นอนว่าร้านหรูหราสไตล์โมเดิร์นสุดๆ โทนสีแดงสด ผู้ใช้บริการที่ทราบถึงฝีมือเจ้าของร้านก็มาทานกันทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติค่ะมาเริ่มที่เมนู Starter กันค่ะPour commencer (Chilled green kale veloute with spicy tomato jelly) เยลลี่มะเขือเทศและผักเคล เวลาทานให้ตักครบทุกเลเยอร์ จะได้รสชาติของทั้งหมดค่ะ ชิมแล้วรสชาติของมะเขือเทศจะนำกว่าผักเคลนิดๆ ค่ะLe Saumon D’ Ecosse (Marinated Scottish salmon like a gravlax ,fennel and
อ่านรีวิวฉบับเต็ม
ร้านนี้เป็นร้านอาหารของเชฟ Joël Robuchon เจ้าของฉายา 
"เชฟแห่งศตวรรษ" 
ผู้ครอบครอง Michelin Star จำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์วงการอาหาร คือ สูงถึง 25 ดวง! แน่นอนว่าร้านหรูหราสไตล์โมเดิร์นสุดๆ โทนสีแดงสด ผู้ใช้บริการที่ทราบถึงฝีมือเจ้าของร้านก็มาทานกันทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติค่ะ
42 วิว
5 ไลค์
0 คอมเมนต์
มาเริ่มที่เมนู Starter กันค่ะ
Pour commencer
(Chilled green kale veloute with spicy tomato jelly) เยลลี่มะเขือเทศและผักเคล เวลาทานให้ตักครบทุกเลเยอร์ จะได้รสชาติของทั้งหมดค่ะ ชิมแล้วรสชาติของมะเขือเทศจะนำกว่าผักเคลนิดๆ ค่ะ
Pour commencer
39 วิว
8 ไลค์
0 คอมเมนต์
Le Saumon D’ Ecosse (Marinated Scottish salmon like a gravlax ,fennel and green apple salad เมนูนี้อยู่ในเซ็ตคอร์สกลางวันไม่มีราคาแยก เป็นแซลมอนหมักแล้วคลุกด้วย Dill หรือ ผักชีลาว  เสิร์ฟคู่กับสลัดผักเฟนเนลและแอปเปิ้ลเขียว และซอสครีมเลมอนสด บีบมะนาวเล็กน้อย ตัวแซลมอนสดหนา ทานแบบไม่ต้องใช้ซอสก็โอเคเลยค่ะ
Le Saumon D’ Ecosse
66 วิว
9 ไลค์
0 คอมเมนต์
La Tomate (Light and summery cherry tomato candies, lemon oil and clear tomato jelly) 600 บาท หน้าตาสวยงาม
เชฟคว้านไส้มะเขือเทศออกแล้วเอาน้ำฉีดกลับเข้าไปในลูก แบบปรุงให้น้ำด้านในมีรสชาติหอม หวาน และ เปรี้ยวนิดๆ สดชื่น ทานพร้อมกับเยลลี่ด้านล่าง จานนี้ก็ชอบมาก ทึ่งในวิธีการทำด้วย น้ำมะเขือเทศที่ฉีดเข้าไปไม่แตกไม่เลอะก่อนมาถึงลูกค้า ทำได้ยังไง??
La Tomate
66 วิว
8 ไลค์
0 คอมเมนต์
La Caille
(Free range quail stuffed with foie gras served with potato puree and herb salad) นกกระทาอบสอดไส้ตับห่าน ทานพร้อมมันบดเนื้อเนียนนุ่ม เกรวี่รสเข้มข้นกำลังดี เนื้อนกกระทานุ่มดี จานนี้อร่อยมาก แต่ไม่ค่อยรู้สึกถึงรสชาติของตับห่านเท่าไหร่
La Caille
46 วิว
10 ไลค์
0 คอมเมนต์
ปิดท้ายด้วยของหวาน

Le Mikado (Mikado, Jivara milk chocolate mousse pistachio chantilly) ด้านล่างเป็นฐานครัสกรอบ กลางเป็นช็อคโกแลตนม และโดมสีเขียวด้านบนเป็นมูสรสพิทาชิโอ้ เมล็ดสีทองคราวนี้เป็นถั่วเคลือบสีทองนะคะ ทานทุกเลเยอร์เช่นเคย อร่อย ทุกรสสัมผัส แต่หวานไปหน่อยค่ะ 
Le Mikado
56 วิว
13 ไลค์
0 คอมเมนต์
Fleur Caramel
(Caramel lightness, tangerine jelly and sorbet) สวยงามอลังการมาก ด้านบนเป็นแผ่นน้ำตาลดอกไม้ ตักดูกันเลย ตัวเนื้อขนมเป็นเยลลี่มีทั้งเลเยอร์รสผลไม้ และ รสครีม และก้อนสีทองเป็นคาราเมลค่ะ รสชาติลงตัวมีทั้งเปรี้ยวและหวานในเมนูเดียวชอบมาก
Fleur Caramel
43 วิว
11 ไลค์
0 คอมเมนต์
ปิดท้ายด้วยช็อคโกแลตคาราเมล
ช็อคโกแลตคาราเมล
39 วิว
12 ไลค์
0 คอมเมนต์
ก็ถือเป็นร้านอาหารของเชฟระดับมิชลินสตาร์ที่สุดยอดมากๆ ทั้งวัตถุดิบและการนำเสนอ
(รีวิวด้านบนคือ ความคิดเห็นของผู้ใช้ ซึ่งไม่ใช่ความคิดเห็นของ OpenRice)
โพสต์
รายละเอียดคะแนนรีวิว
รสชาติ
การตกแต่ง
บริการ
ความสะอาด
ความคุ้มค่า
วันที่ไปกิน
2015-07-19
เวลารอ
1 นาที (รับประทานที่ร้าน)
ราคาต่อคน
฿5000
เมนูแนะนำ
Pour commencer
Le Saumon D’ Ecosse
La Tomate
La Caille
Le Mikado
Fleur Caramel
ช็อคโกแลตคาราเมล
ระดับ7
หลังจากที่เคยรีวิวร้านอาหารนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งป.ล.ถ้าท่านใดต้องการไปดูรายละเอียดเรื่องของเชฟ Joël Robuchon เรื่องสาขาต่างๆ ของร้านของเชฟท่านนี้ทั่วโลกก็ไปอ่านได้ที่เอนทรี่ที่แล้วเลยนะฮับ เราจะไม่เล่าซ้ำเนาะ แฮ่..สำหรับวันนี้ก็เป็นการไปรับประทานอาหารมื้อค่ำกันบ้างค่ะ ซึ่งถ้าเอาตามปกติราคาของคอร์สมื้อค่ำจะค่อนข้างสูงกว่ามื้อกลางวันพอสมควรเลยหละนะคะ ซึ่งจากที่เราไปดูที่เว็บของร้านอาหารนี้ตามลิงก์นี้http://robuchon-bangkok.com/ก็จะพบตัวอย่างเมนูที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับที่เราได้ไปกินวันนั้น (แต่มีบางเมนูที่ไม่เหมือนในนี้นะคะ) ตามนี้ค่ะ (ราคาที่เห็นมี ++ อีกนะคะ)โดยการไปกินรอบนี้ เป็นการชวนและเชิญไปของเชฟ Olivier Limousin ซึ่งเป็
อ่านรีวิวฉบับเต็ม
หลังจากที่เคยรีวิวร้านอาหารนี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง
ป.ล.ถ้าท่านใดต้องการไปดูรายละเอียดเรื่องของเชฟ Joël Robuchon เรื่องสาขาต่างๆ ของร้านของเชฟท่านนี้ทั่วโลกก็ไปอ่านได้ที่เอนทรี่ที่แล้วเลยนะฮับ เราจะไม่เล่าซ้ำเนาะ แฮ่..
สำหรับวันนี้ก็เป็นการไปรับประทานอาหารมื้อค่ำกันบ้างค่ะ ซึ่งถ้าเอาตามปกติราคาของคอร์สมื้อค่ำจะค่อนข้างสูงกว่ามื้อกลางวันพอสมควรเลยหละนะคะ ซึ่งจากที่เราไปดูที่เว็บของร้านอาหารนี้ตามลิงก์นี้
http://robuchon-bangkok.com/
ก็จะพบตัวอย่างเมนูที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับที่เราได้ไปกินวันนั้น (แต่มีบางเมนูที่ไม่เหมือนในนี้นะคะ) ตามนี้ค่ะ (ราคาที่เห็นมี ++ อีกนะคะ)
โดยการไปกินรอบนี้ เป็นการชวนและเชิญไปของเชฟ Olivier Limousin ซึ่งเป็น Executive Chef ของสาขากรุงเทพฯ ค่ะ และเป็นเชฟที่ได้รับมิชลินสตาร์ 2 ดวงมาแล้วนะคะ ซึ่งที่จริงเชฟชวนน้องเหมียว ณ nanareview นะคะ แล้วก็บอกว่าให้พาเพื่อนมาด้วย เพราะเค้าจองไว้ให้สองที่ น้องเหมียวก็เลยถามเรามา ตอนแรกก็คิดว่าอาจจะไปไม่ได้ค่ะ เพราะมันเป็นวันพุธที่ 29 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนวันหยุดยาวเข้าพรรษาน่ะค่ะ เราเองก็เลยตั้งใจจะกลับบ้าน แต่พอดีน้องชายบอกว่า จะพาหลานมาเที่ยวกรุงเทพฯ ในวันที่ 30 กรกฎาคม แล้วค่อยกลับไปเพชรบุรีพร้อมกันก็ได้ ก็เลยทำให้เราไปได้ค่ะ (เย้ๆ)
ตอนแรกนัดกันไว้ที่ 18.00 น.ค่ะ แต่ก็เลื่อนเพราะร้านเปิด 18.30 น. คราวนี้เราเอารถไป (เพราะไม่ได้ตั้งใจจะดื่มแอลกอฮอล์น่ะนะคะ) ก็เข้าไปจอดทางด้านหลังอาคารเลยค่ะ จากนั้นต้องเอาบัตรไปแสกนที่ร้านเพื่อจะไม่ต้องเสียค่าจอดนะคะ
เอารถจอดชั้นใต้ดินเสร็จปุ๊บก็ขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น 5 เหมือนเดิมค่ะ
เปิดลิฟท์เดินเข้าไปในร้านก็จะเจอกับเคาน์เตอร์ติดต่อทางขวามือ และโซนสำหรับการต้อนรับอันสวยงามตามภาพเลยนะคะ (เอนทรี่รอบที่แล้วไม่ได้ลง เพราะมันเกินกำหนดที่ทางระบบของบล็อกแกงค์จำกัดไว้ค่ะ เลยใส่เนื้อหาและรูปไปได้แค่นั้น เหอๆ)
25 วิว
4 ไลค์
0 คอมเมนต์
วันนั้นเชฟจองที่นั่งให้น้องเหมียวกับเราไว้ที่ด้านหน้าเคาน์เตอร์ค่ะ ซึ่งจะเป็นที่ที่เห็นครัวเปิด เห็นการทำอาหารได้นะคะ (คราวที่แล้วเรานั่งด้านใน จะไม่ใช่ตรงนี้ จำได้ปะคะ?)
19 วิว
3 ไลค์
0 คอมเมนต์
หลังจากนั้นพนักงานก็นำไอแพดมาให้เลือกเครื่องดื่มค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เหมียวเองก็ไม่ดื่มค่ะ แต่ไปๆ มาๆ ก็สั่งม็อคเทลตามที่พนักงานแนะนำหละนะคะ แต่ก็ได้น้ำดื่มมาบริการก่อนค่ะ (เลยทำให้เชฟ Sommelier ไม่ได้มาดูแลหละนะคะ แต่เห็นมีไปคุยกับหลายท่านที่ตั้งใจมาดื่มกันโดยเฉพาะด้วยค่ะ)
25 วิว
3 ไลค์
0 คอมเมนต์
24 วิว
6 ไลค์
0 คอมเมนต์
จากนั้นก็มีการนำตะกร้าขนมปังของเชฟญี่ปุ่นของที่นี่มาบริการเช่นเคยนะคะ เหมียวกินแต่เราไม่กินค่ะ แบบว่า..มื้อเย็นนี่พยายามโลว์คาร์โบฯ ที่สุดน่ะค่ะ กำลังควบคุมน้ำหนักอยู่ แหะๆ
18 วิว
7 ไลค์
0 คอมเมนต์
หน้าตาของเชฟญี่ปุ่น - Mitsutane Chiba ที่ทำเพสตรี้ของที่ร้านค่ะ คราวที่แล้วตอนมางานวงใน เราไม่ได้เจออ้ะ
21 วิว
3 ไลค์
0 คอมเมนต์
ต่อมาเมนูแรกก็มาก่อนเลยค่ะ Le Foie Gras (Royal of foie gras, aged Porto reduction,parmesan foam) สำหรับเมนูนี้ด้านล่างจะเป็นตับห่าน และด้านบนเป็นโฟมพาร์เมซานชีสค่ะ ซึ่งเราชอบตัวนี้มากกว่าเจ้า Chilled green kale veloute with spicy tomato jelly ที่ได้กินรอบที่แล้วนะคะ
18 วิว
5 ไลค์
0 คอมเมนต์
กล่าวคือ รสชาติของเมนูนี้จะออกแนวหอมมันค่ะ ทั้งชีสทั้งความมันเข้มข้นของตับห่านมันทำให้กินแล้วแบบเต็มปากเต็มคำมาก มันเป็นรสชาติที่ถูกจริตเรามากกว่ารสชาติแนว healthy อย่างเจ้า Chilled green kaleฯ น่ะค่ะ แหะๆ
จากนั้นก็ตามต่อด้วยเมนูนี้ค่ะ
15 วิว
5 ไลค์
0 คอมเมนต์
Le Caviar Imperial De Sologne (A surprise of Sologne Imperial Caviar) 2,800 บาท ซึ่งอยู่ในเมนูอะลาคาท และอยู่ในเซ็ตคอร์สใหญ่ด้วยที่เราแปะไว้ให้ดูก่อนหน้านี้นะคะ
สำหรับผลการกินเมนูนี้นะคะ ความเค็มนิดๆ ของคาร์เวียเข้ากันได้ดีกับเนื้อปูยักษ์เย็นๆ ที่อยู่ด้านล่างค่ะ กินแล้วแบบมันมีความสดชื่นเจือเค็มเล็กน้อย อร่อยกำลังดีค่ะ คือถ้าเทียบกับเมนู Le King Crab ที่ได้กินรอบที่แล้วนี่ มันอร่อยคนละแบบค่ะ Le King Crab เหมือนสาวน้อยวัยเยาว์ ขณะที่เมนูนี้นี่เหมือนสาวโตเต็มวัยที่ครบรสและ "เด็ด" น่ะค่ะ (สมควรค่าแก่ราคามาก หุๆ)
และที่สำคัญ ชอบพรีเซนเตชั่นอาหารทุกจานเลยค่ะ งานศิลป์จริงๆ ประทับใจสุดๆ อ้ะ กระทั่งช้อนที่ใช้นี่ก็...หูย เลือกมาซะแบบว่า..ต้องลองไปกินเองค่ะ
เมนูต่อไปค่ะ กับ La Betterave (Apple and beetroot tartare with guacamole and green mustard sherbet) ซึ่งเป็นเมนูใหม่อยู่ในเซ็ตคอร์สใหญ่ ไม่มีราคาแยก ชั้นล่างสุดเป็นแอปเปิ้ลและบีทรูท ด้านบนเป็นซอร์เบต์กรีนมัสตาร์ด ออกรสเปรี้ยวนะคะ
28 วิว
5 ไลค์
0 คอมเมนต์
เมนูนี้ขอบอกว่ากินแล้วสดชื่นมาก ด้วยความที่รสโดยรวมจะเปรี้ยว และมีความเย็นนิดๆ จากบางโครงสร้างของเมนู ทำให้กินแล้วเรียกได้ว่าเรียกน้ำย่อยดีมากๆ เลยหละค่ะ แต่ด้วยความที่เมนูนี้มีส้อมกับมีดให้ (รอบนี้ไม่ได้เซ็ตอุปกรณ์ทั้งหมดทีเดียวแล้วให้หยิบจากนอกมาในนะคะ แต่พนักงานจะบริการอุปกรณ์ให้ก่อนที่จะมาเสิร์ฟอาหารค่ะ) ซึ่งอิชั้นไม่สามารถใช้ส้อมในการตักมากินได้หมดจริงๆ (ถ้าไม่เกรงใจคงยกจานขึ้นเลีย เย้ยยยย ไม่ใช่แระป้า ) แต่อร่อยดีค่ะ
ระหว่างนั้นก็มีแขกอื่นๆ ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ค่ะ (ตอนเราไปก็มีแขกนั่งรอตรงบริเวณที่รับแขกอยู่ค่ะ) บางส่วน (ส่วนใหญ่เลยแหละ) ก็เดินเข้าไปทางห้องด้านในที่เราเคยไปนั่ง และมีอยู่สองสามชุดที่นั่งที่เคาน์เตอร์เหมือนเราค่ะ อย่างที่บอกว่าตรงที่เรานั่งก็จะเป็นครัวเปิดนะคะ จะเห็นขณะทำอาหารด้วยค่ะ ไฟสีแดงๆ นี่ไม่ได้สีเพี้ยนนะฮับ เป็นสีนี้จริงๆ โคมไฟห้อยๆ ลงมานั่นก็เป็นโคมไฟอุ่นอาหารหละค่ะ เราแอบถามน้องอาร์ท - พนักงานบริการว่าเค้าไม่ปวดตากันบ้างเหรอ น้องอาร์ทบอกว่า เค้าน่าจะชินกันแล้วหละครับ
14 วิว
3 ไลค์
0 คอมเมนต์
menu ต่อไปค่ะ Le Chevre Frais (Small ravioli with fresh goat cheese and walnut, green asparagus cappuccino) เป็นเมนูใหม่
ยังไม่อยู่ในเล่มเมนูค่ะ ตรงกลางเป็นราวิโอลี่ สอดไส้ชีสนมแพะและวอลนัท รอบด้านเป็นซุปหน่อไม้ฝรั่ง
12 วิว
6 ไลค์
0 คอมเมนต์
เมนูนี้เป็นเมนูที่ตอนแรกมีภาชนะและใส่ตัวอาหารมาบางส่วน จากนั้นพนักงานจะมาเทซุปให้ตามภาพนะคะ
สำหรับผลการกินนะคะ เราชอบมากกกกกกกกกก ชอบมากกว่าซุปที่ได้กินรอบแรกมากค่ะ รสชาติมาเต็มปากเต็มคำมาก แบบกินคำแรกเข้าไปนี่หลับตาพริ้มจนเหมียวแซวว่า เฮ้ย ไม่ต้องทำหน้าฟินขนาดนั้น (แต่มันฟินจริงๆ ค่ะ) ซุปอร่อยมากๆๆ รสชาติเข้มข้น หอมหวน โอย นึกแล้วยังอยากกินอีกเลยค่ะ ฟินมากๆ จริงๆ แต่ตัวที่อยู่ตรงกลาง กลับเหนียวไปหน่อยนะคะ (หรือกินเค้าช้าไปก็ไม่ทราบค่ะ) แล้วจะเห็นว่าตัวซุปมีฝั่งหนึ่งที่มีพริกอยู่ ตัวนั้นจะเผ็ดแกมแค่นิดหน่อย พอแก้เลี่ยนค่ะ แต่อร่อยจริงค่ะเมนูนี้ ชอบอ้ะ
เมนูต่อไปนะคะ ตอนแรกเค้าก็เอาจานแล้วก็เอาผัก (สลัด) มาวางไว้แบบนี้ก่อนค่ะ
จากนั้นเชฟก็นำอาหารจานต่อไปมาค่ะ Le Turbot (Wild Atlantic turbot, artichokes and parsley, sautéed chanterelle mushrooms) 2,300 บาท เป็นเมนคอร์สอยู่ในเมนูอะลาคาท เป็นปลาตระกูลปลาลิ้นหมาของป่าแอตแลนติก เสิร์ฟกับอาร์ติโช้ค หน่อไม้ฝรั่งสีขาว และผักชีฝรั่ง ราดซอสเห็ดคันตาเรล
28 วิว
5 ไลค์
0 คอมเมนต์
14 วิว
7 ไลค์
0 คอมเมนต์
เมนูนี้เค้าใส่ภาชนะแบบนี้มาก่อนเลยยย น่ากินมาก (อาหารนะคะไม่ใช่เชฟ แอร๊ยส์..คิดอะไรออกไป (เก็บอาการหน่อยค่ะป้าคะ)) จากนั้น GM ก็มาตักปลาจากกระทะมาใส่จานให้นะคะ เราก็ถามว่า โห..นี่ทำแบบนี้ให้ลูกค้าทุกคนเลยเหรอ? คุณ GM กับเชฟก็ตอบโดยพร้อมเพรียงกันมากว่า ไม่ สำหรับลูกค้าคนพิเศษเท่านั้น (ปากหวานเกิ๊น ฮา แต่เราสองคนเป็นแขกที่เชฟเชิญไปอะนะคะ ก็เลยถือว่าพิเศษอะมั้ง) แล้วพอ GM เรียงอาหารให้สวยงามเรียบร้อยแล้ว เชฟก็มาราดซอสก่อนบริการให้เราหม่ำกันค่าา
สำหรับตัวรสชาตินะคะ ตัวเนื้อปลาทำมากำลังดีมาก ไม่สุกเกินไป เนื้อปลายังชุ่มฉ่ำอยู่ค่ะ สลัดก็อร่อยดีค่ะ ซอสช่วยชูรสให้ดีขึ้นนะคะ แต่โดยรวมสำหรับเมนูนี้เราก็ไม่ได้ว้าวมากน่ะค่ะ
menu ต่อไปค่าา Le Burger (Beef and foie gras burger with lightly caramelized bell peppers) 1,100 บาท อยู่ในเมนูอะลาคาท เบอร์เกอร์เนื้อและตับห่าน เสิร์ฟกับเฟรนช์ฟรายและซอสบาร์บีคิวสูตรของเชฟ
17 วิว
6 ไลค์
0 คอมเมนต์
สำหรับเมนูนี้นะคะ เชฟเดินมาบอกว่า ไม่ต้องใช้มีดใช้ส้อมนะ (พนักงานเอามาวางให้ก่อนแล้วค่ะ) ให้ใช้มือไปเลย เราก็บอกว่าแล้วเรายังจะดูเป็น lady มั้ย เชฟก็บอกว่าชัวร์..ค่ะ มิรอช้า คว้ามาหยิบเข้าใส่ปากทันที...
รสชาตินะคะ มันอร่อยมากกกกกกก ขนมปังกรอบนุ่ม เนื้อและฟัวกราส์รสชาตินัวเนียชุ่มฉ่ำอร่อยมากๆๆๆ ค่ะ ซอสก็อร่อยช่วยชูรสให้หอมและเข้มขึ้นอีกนิด แบบว่าอร่อยค่ะ เป็นจานหลักที่อร่อยกว่าจานปลาเยอะมาก (สำหรับเรานะคะ แฮ่...) เชียร์ค่ะเมนูนี้ อร่อยอ้ะ แต่ว่าการกินด้วยมือทำให้มือเลอะเทอะเล็กน้อยนะคะ แฮ่...
จบคาว (ซะที) ค่ะ ต่อไปเป็นเมนูของหวานกันบ้าง กับเมนู La Perle Citron (Lemon pearl with an acacia honey jelly and a bergamot flavored emulsion) อยู่ในเซ็ตคอร์สใหญ่ ไม่มีราคาแยก ซึ่งขอบอกว่าตอนมาเสิร์ฟตอนแรกนี่ว้าวมากกับพรีเซนต์เตชั่นค่ะ เรียกว่าตะลึงเลยก็ได้ สวยงามหรูหรามากๆ อะค่ะ โดยตอนเสิร์ฟ เชฟก็เล่าบรรยายให้ฟังว่ามันทำมาจากอะไรบ้างด้วยนะคะ แล้วก็บอกว่าเปรียบเสมือนหญิงสาวที่สวยงามราวกับไข่มุกด้วยค่ะ
17 วิว
8 ไลค์
0 คอมเมนต์
สำหรับรสชาตินะคะ อธิบายวิธีกินก่อน เราสองคนใช้วิธีเอาช้อนเคาะที่ตัวเพิร์ลให้แตกออก (เหมือนเต๊าะไข่อะค่ะ) แล้วค่อยกิน (คือปากไม่กว้างพอจะกินทั้งลูกพร้อมกันจริงๆ ค่ะ) รสชาติหวานอมเปรี้ยว (ของหวานที่นี่จากการกินสองรอบ จะไม่มีหวานอย่างเดียว (หรือหวานแกมเค็ม) เหมือนขนมของทางไทยนะคะ จะเป็นหวานอมเปรี้ยวทุกเมนูเลย) มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของมะกรูดค่ะ กินแล้วไม่เลี่ยนดีค่ะ
menu ต่อไปค่ะ กับ Le Rubis (Le Rubis, soft jelly of Calpico and supreme of lynchee and raspberries) อยู่ในเซ็ตคอร์สใหญ่ ไม่มีราคาแยก เสิร์ฟมาเป็นผอบใสลายทองปิดผนึกตามภาพเลยค่ะ เป็นอีกเมนูที่พรีเซนเตชั่นได้น่าประทับใจนะคะ
16 วิว
6 ไลค์
0 คอมเมนต์
สำหรับรสชาติของเมนูนี้นะคะ ตัวที่เหมือนดอกไม้นี่ ข้างนอกจะแน่น แต่ข้างในจะมีความนุ่มอยู่ค่ะ (คล้ายๆ สำปันนีของไทยเรา) เนื้อละเอียดแบบสำปันนีเลย และองค์ประกอบอย่างอื่นก็ส่งรสให้ละมุนและอร่อยมาก (หวานอมเปรี้ยวเช่นเคยค่ะ) โดยรวมเราชอบของหวานเมนูนี้มากกว่าเมนูแรกอีกนะคะ ชอบสัมผัสในปากและรสชาติที่ได้กินด้วย เชฟบอกว่า เป็นหญิงสาวที่สวยงามราวกับทับทิม มีโปรยด้วยว่า ถ้าเมนูแรกคือไข่มุก เพราะเหมียวใส่ชุดสีขาวไป เมนูนี้ก็คือทับทิมซึ่งก็เหมือนเรา (เราใส่ชุดแดงไปค่ะ) แบบว่า..เชฟคะ เดี๋ยวฉุดกลับบ้านนะคะ ฮาา
จากนั้นพนักงานก็ถามว่าจะรับชาหรือกาแฟค่ะ ซึ่งรอบนี้มีเอิร์ลเกรย์ให้เลือกด้วย ซึ่งแน่นอนหละค่ะว่าข้าพเจ้าเลือกเอิร์ลเกรย์นะคะ ส่วนเหมียวเลือกคาร์โมมายล์ค่ะ หลังจากนั้นพนักงานก็บริการอีกสองเมนูมาเพิ่มค่ะ คือ แคนดี้คาราเมลกับขนมไข่ฝรั่งเศส (จำชื่อเป๊ะๆ ไม่ได้นะคะ เมนูอาหารทั้งหลายนี่ลอกน้องเหมียวมานะคะ แฮ่...)
28 วิว
8 ไลค์
0 คอมเมนต์
ตัวแคนดี้นี่ เคี้ยวหนึบหนับ หอมชีสมากค่ะ อร่อยดีอ้ะ ล้างคาวปากได้ดีเลย ส่วนขนมไข่ฝรั่งเศสก็อร่อย กรอบนิดๆ นุ่มหนึบแน่นด้านใน หอม เป็นขนมปิดท้าย (complimentary) ที่แม้จะดูไม่หรูหรา แต่ก็ยังคงความอร่อยไว้ค่ะ
จากนั้นเชฟก็นำเมนูมามอบให้เราสองคนพร้อมลายเซ็นค่ะ ประทับใจมาก เชฟน่ารักฝุดๆ อ้ะ พร้อมวอชเชอร์ตามภาพเลยฮับ
42 วิว
4 ไลค์
0 คอมเมนต์
15 วิว
4 ไลค์
0 คอมเมนต์
สุดท้ายพอเราเรียกพนักงานให้คิดเงิน ปรากฏว่า..น้องเค้าบอกว่า management team ขอไม่คิดเงินค่ะ เรากับเหมียวนี่เหวอกันไปเลย พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ เพราะไม่ได้บอกว่าจะมากินฟรี (ถ้ารู้ว่าฟรีจะกินมากกว่านี้ ไม่ใช่แระ) แต่ GM พร้อมเชฟก็มายืนยันค่ะ เราสองคนเลยคุยกันแล้วตัดสินใจว่า ให้ทิปพนักงานไปพร้อมกับเชิญเชฟและ GM ว่าจะพาไปกินอาหารตอบแทน ซึ่งเชฟเลือกว่าเป็นอาหารไทยค่ะ
เพราะงั้นถ้าใครมีร้านอาหารไทยดีๆ ก็แนะนำได้นะคะ ตอนนี้ยังหากันอยู่เลยค่ะว่าจะไปกินร้านไหนดี แหะๆ ถ้าใครแนะนำก็ช่วยบอกหน่อยนะคะว่าควรไปร้านนี้เพราะอะไร แต่อยากได้ร้านที่อาหารอร่อยจริงๆ เป็นอันดับแรกก่อนเลยค่ะ และได้บรรยากาศดีๆ เหมาะแก่การต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง (ฮา) ด้วยก็จะดีมากค่ะ แฮ่...
สรุปสำหรับร้านนี้นะคะ เป็นอีกร้านที่ประทับใจค่ะ ถ้าเทียบกันระหว่างรอบที่แล้วที่กินกับวงในกับรอบนี้ ต้องยอมรับว่ารอบนี้ประทับใจในตัวอาหารมากกว่า (แต่แน่นอนว่าคอร์สก็ราคาสูงกว่าค่ะ) เรียกได้ว่าประทับใจในแทบทุกจานที่ได้กินเลยค่ะ พนักงานบริการน่ารักมากๆ (อันนี้ชอบตั้งแต่รอบที่แล้ว สมกับระดับของภัตตาคารมากค่ะ) เชฟที่ได้มาเจอรอบนี้ก็เฟรนด์ลี่สุดๆ ขี้เล่น ช่างคุยมากมายค่ะ ส่วน GM ก็ดูแลได้แบบมืออาชีพ สุภาพเช่นกันนะคะ
เป็นร้านอาหารหนึ่งที่ถ้าท่านใดต้องการรับประทานอาหารฝรั่งเศสดีๆ กับเชฟมิชลิน และต้องการได้รับประสบการณ์การกินที่น่าประทับใจควรหาโอกาสได้ไปลองดูนะคะ
(รีวิวด้านบนคือ ความคิดเห็นของผู้ใช้ ซึ่งไม่ใช่ความคิดเห็นของ OpenRice)
โพสต์
รายละเอียดคะแนนรีวิว
รสชาติ
การตกแต่ง
บริการ
ความสะอาด
ความคุ้มค่า
วิธีการกิน
รับประทานที่ร้าน
ราคาต่อคน
฿10000 (มื้อเย็น)
ระดับ7
สำหรับวันนี้จะพาไปกินร้านอาหารที่เรียกได้ว่า สร้างความตื่นเต้นที่สุดนับตั้งแต่ได้รับการเชิญไปกินอาหารมาเลยหละค่ะ นั่นก็คือร้าน L’Atelier de Joël Robuchon (ลัตตาลิเย่ เดอ โจเอล โรบูชอง) นั่นเองหละค่ะL’Atelier de Joël Robuchon หรือ “ห้องปฏิบัติการของ Joël Robuchon” เป็นร้านอาหารของเชฟ Joël Robuchon เจ้าของฉายา "เชฟแห่งศตวรรษ" ผู้ครอบครอง Michelin Star สัญลักษณ์ความอร่อยที่ได้รับการยอมรับอย่างสากล จำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์วงการอาหาร คือ สูงถึง 25 ดวง!ตอนนี้ Joël Robuchon ได้เปิด “ห้องปฏิบัติการของ Joël Robuchon” สาขาใหม่ล่าสุดเป็นลำดับที่ 9 ณ ตึกมหานครคิวบ์ ที่กรุงเทพมหานครนี้ภายใต้แนว
อ่านรีวิวฉบับเต็ม
สำหรับวันนี้จะพาไปกินร้านอาหารที่เรียกได้ว่า สร้างความตื่นเต้นที่สุดนับตั้งแต่ได้รับการเชิญไปกินอาหารมาเลยหละค่ะ นั่นก็คือร้าน L’Atelier de Joël Robuchon (ลัตตาลิเย่ เดอ โจเอล โรบูชอง) นั่นเองหละค่ะ
L’Atelier de Joël Robuchon หรือ “ห้องปฏิบัติการของ Joël Robuchon” เป็นร้านอาหารของเชฟ Joël Robuchon เจ้าของฉายา "เชฟแห่งศตวรรษ" ผู้ครอบครอง Michelin Star สัญลักษณ์ความอร่อยที่ได้รับการยอมรับอย่างสากล จำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์วงการอาหาร คือ สูงถึง 25 ดวง!
ตอนนี้ Joël Robuchon ได้เปิด “ห้องปฏิบัติการของ Joël Robuchon” สาขาใหม่ล่าสุดเป็นลำดับที่ 9 ณ ตึกมหานครคิวบ์ ที่กรุงเทพมหานครนี้
ภายใต้แนวคิด “ครัวเปิดสุด exclusive” ให้เหล่า foodie ผู้คลั่งไคล้ในอาหารได้ลิ้มลองกัน!
Michelin Star คืออะไร ?
Michelin Star คือ รางวัลที่ให้กับร้านอาหารทั่วโลก ไม่ว่าจะอเมริกา ยุโรป เอเชีย โดยร้านที่ได้รางวัลนั้นจะต้องมีความเลอค่า ทั้งด้านคุณภาพ เทคนิค ลักษณะเฉพาะตัวของอาหาร ความเสมอต้นเสมอปลายของรสชาติ การตกแต่งจาน บริการ ซึ่งแบ่งออกเป็นระดับตั้งแต่ 1 ถึง 3 ดาว และถือเอา 3 ดาว เป็นคะแนนสูงสุด การได้ไปทานอาหารที่ร้าน Michelin Star ถือเป็นสุดยอดประสบการณ์ด้านอาหารที่น่าลิ้มลองสุดๆ!
ซึ่งร้าน L’Atelier de Joël Robuchon (ลัตตาลิเย่ เดอ โจเอล โรบูชอง) นี้ไม่ได้มีแต่ที่กรุงเทพฯ นะคะ (ที่กรุงเทพฯ เพิ่งเปิดเมื่อ 22 ธ.ค. 57 ที่ผ่านมานี่เองค่ะ) มีหลายสาขาทั่วโลกค่ะ ซึ่งสามารถไปดูรายละเอียดต่างๆ ได้จากเว็บไซต์นี้นะคะ
http://www.joel-robuchon.com/en/
สำหรับสาขาของร้านนี้ก็มีทั้งหมด ณ ขณะนี้ (ตามเว็บ) 11 สาขาทั่วโลกค่ะ ได้แก่ Paris, Bordeaux, Bangkok, Hong Kong, Las Vegas, London, Macao, Monaco, Singapore, Taipei และ Tokyo ค่ะ
ซึ่งที่สาขากรุงเทพฯ นี้ จะมี Olivier Limousine ซึ่งเป็น executive chef ในการดูแลเป็นหลักนะคะ ซึ่งเว็บของร้านนี้ก็จะเป็นลิงก์นี้ค่ะ (เผื่อใครจะสนใจจองไปลองรับประทานนะคะ)
http://robuchon-bangkok.com/
ซึ่งวันที่เราไปกินคุณ Olivier Limousine ไม่อยู่ค่ะ ไปงานแต่งงานเพื่อนที่ฝรั่งเศส (วันนั้นคนทำก็เลยเป็นคุณ Marc Vasseur นะคะ) นอกจากนั้นก็มีคุณ Quentin Arnould ที่เป็น General Manager (มีรูปในลำดับต่อไปนะคะ แหะๆ) และ Chef Sommelier - Benoit Bigot (เราไม่มีรูป เพราะไปช้า (อีกแล้ว แง)) แต่ก็เอารูปจากเว็บไซต์มาให้ดูหน้าค่าตากันค่า มีประวัติด้วยนะคะ เชิญไปอ่านที่เว็บได้เลยนะฮับ
เอาหละค่ะ หลังจากเกริ่นกันมาพอสมควรแล้ว ก็ขอเริ่มเข้าสู่การรีวิวด้วยการเดินทางนะคะ วันนั้นไม่ได้เอารถไปเองค่ะ (เพราะเห็นมีดื่มไวน์ด้วย) ใช้บริการแท็กซี่ยี่ห้อหนึ่งไปส่ง ซึ่งอาคารมหานครคิวบ์นี่ก็จะอยู่ใกล้ๆ กับสาทรซิตี้ทาวเวอร์เลยค่ะ เดินถัดไปอีกหน่อย หน้าตาอาคารก็ประมาณนี้นะคะ
46 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์
เข้าไปในอาคาร จะมีลิฟท์อยู่ทางขวามือค่ะ ร้านแห่งนี้จะอยู่ที่ชั้นห้านะคะ

ออกจากลิฟท์ปุ๊บ ก็จะเจอกับทางเข้าร้านแห่งนี้แบบประจันหน้าตามภาพเลยหละค่ะ
27 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์
เดินเข้าร้านปุ๊บ เลี้ยวซ้ายไปก็จะเจอกับโซนของเคาน์เตอร์บาร์ซึ่งจะเห็นครัวเปิดก่อนค่ะ ตรงบริเวณนี้จะมีที่นั่งทั้งหมด 36 ที่ค่ะ และทั้งร้านจะมีที่ทั้งหมด 62 ที่นะคะ (ข้อมูลจากการถามพนักงานค่ะ)
17 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์
14 วิว
1 ไลค์
0 คอมเมนต์
ตู้ไวน์จะมีด้านในอีกด้วยนะคะ แต่เราไม่ได้นั่งตรงเคาน์เตอร์หรอกค่ะ พอดีน้องเหมียว nanareview เธอจองที่ไว้ให้ที่ด้านใน ก็เลยเดินตรงแน่วไปด้านในค่ะ
แต่ก่อนจะถึงโซนด้านใน มีห้องไพรเวทส่วนตัวเก๋ๆ แบบนี้ให้ด้วยนะคะ ชอบอ้ะ
15 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์
ส่วนนี่คือโซนที่เรานั่งค่ะ ค่อนข้างเงียบกว่าโซนทางเคาน์เตอร์นะคะ
11 วิว
4 ไลค์
0 คอมเมนต์
เซ็ตอัพบนโต๊ะค่ะ จัดวางเรียงอุปกรณ์ตามหลักการรับประทานอาหารตะวันตกนะคะ (ไล่จากนอกมาในค่ะ) แก้วน้ำมีสามใบตามเครื่องดื่มสามชนิดที่จะบริการหละค่ะ
22 วิว
3 ไลค์
0 คอมเมนต์
เมนูอาหารที่จะบริการเราวันนี้นะคะ โดยพนักงานก็เข้ามาถามด้วยว่า โอเคกับเมนูมั้ย (คิดว่าถ้าเราแพ้อะไรหรือไม่ทานอะไรก็น่าจะแจ้งให้เค้าเปลี่ยนได้หละค่ะ แต่เวลามางานอย่างนี้เรากินได้หมด (แม้กระทั่งเนื้อวัวที่ปกติจะไม่กินค่ะ ยกเว้นมางานชิมแบบนี้ แหะๆ) ก็เลยไม่ได้เปลี่ยนอะไรค่ะ)
35 วิว
5 ไลค์
0 คอมเมนต์
จากนั้นพนักงานก็นำขนมปังมาให้บริการค่ะ เราสอบถามว่าเชียร์ตัวไหน น้องบอกว่าที่จริงอร่อยทุกตัว (แหม้..ตอบเหมือนกันทุกที่จริงๆ ฮา) แต่ถ้าเอาที่คนชอบเยอะก็น่าจะเป็นครัวซองท์เราเลยเลือกครัวซองท์มาค่ะ ซึ่งอร่อยมากๆ กรอบ และหอมนุ่มชุ่มเนยมาก เป็นการเปิดตัวที่ประทับใจเลยหละค่ะ)
ตัวขนมปังนี่น้องจะมาคอยสอบถามตลอดเลยนะคะว่าจะรับเพิ่มมั้ย อ้อๆ อีกอย่างในส่วนของเพสตรี้ทั้งหมดนี้นี่เป็นเชฟญี่ปุ่นทำนะคะ
เอาตัวอย่างเมนูมื้อกลางวันมาให้ดูค่ะ (มีราคาที่ถูกกว่านี้นะคะ และถ้ามื้อเย็นราคาก็จะแพงกว่านี้ด้วยค่ะ ไปดูในเว็บเอาเนาะ) ราคานี้มี ++ อีกนะคะ
จากนั้นจานแรกก็มาค่ะ น่าจะเป็น amuse bouche นะคะ เห็นเค้าอ่านกันว่า อามูส บูช นะคะ แฮ่ ซึ่งข้อมูลจาก http://pracob.blogspot.com/2013/02/amuse-bouche.html ก็ได้บอกไว้ว่า
Amuse-bouche เป็นคำมาจากภาษาฝรั่งเศส อ่านว่า “อามูส บุช” เป็นของว่างขนาดพอดีคำ ทำพอดีคำ แบบหยิบใส่ปากกินได้สะดวก
Amuse-bouche เป็นอาหารเรียกน้ำย่อย (Appetizers) อย่างหนึ่ง เมื่อไปรับประทานอาหารตามภัตตาคาร ส่วนใหญ่ อามูส บุช มักเป็นสิ่งที่ไม่ต้องสั่ง แต่เป็นของแถมมากับมื้ออาหาร ฝ่ายพ่อครัวเป็นฝ่ายเลือกจัดเตรียมให้ ในร้านอาหารชั้นดี เมื่อไปรับประทานอาหาร เขาจะมีไวน์ (Complementing wine) ในปริมาณไม่มาก แถมมาให้ด้วย ถือเป็นการเตรียมแขกสำหรับมื้ออาหาร นับเป็นศิลปะและฝีมือประดิษฐ์ของพ่อครัว แต่เขาจะไม่ทำอามูส บุชออกมาแล้วเสิร์ฟในปริมาณมาก เขาทำมาเพียงพอประมาณ เพื่อเรียกน้ำย่อยในช่วงรอรับประทานอาหารจานหลัก (Main dish)
จานนี้มีชื่อว่า Pour Commencer ค่ะ เป็นแก้วเล็กๆ ซึ่งต้องใช้ช้อนเล็กในการตักกินนะคะ ตามในเมนูเค้าบรรยายไว้ว่าเป็น Chilled green kale veloute with spicy tomato jelly นะคะ ซึ่งเจ้า green kale veloute ก็มีหน้าตาแบบรูปที่อยู่ในจานรองนั่นแหละค่ะ
16 วิว
6 ไลค์
0 คอมเมนต์
สำหรับตัวรสชาติ ต้องเป็นคนชอบแนวผักจริงๆ นะคะ เพราะรสออกมาแนวเขียวๆ ผักๆ เลยหละค่ะ เล่นเอาคนไม่กินผักหลายคนรับมือไม่ไหว (ฮา) แต่สำหรับเรา (ซึ่งกินผัก) ก็กินได้ค่ะ แปลกดี แต่ก็ไม่ได้ชอบมากนะคะ แต่เป็นการกินอาหารฝรั่งเศสที่แรกเลยที่รู้สึกว่า เชฟที่นี่จัดเต็มในทุกคำของอาหารค่ะ คือ รสชาติจะไม่ค่อยๆ ละมุนๆ เผยตัวทีละนิด แต่กินคำแรกแล้วรสชาติมาเต็มปากเต็มคำเลยน่ะค่ะ เหมือนกินปุ๊บก็โดนหมัดตรงเลยน่ะนะ
จานต่อไปค่ะ Le King Crab ซึ่งบรรยายไว้ว่า King Crab and avocado roll on a delicate grapefruit jelly ค่ะ แถมมีโปรยห้อยท้ายมาด้วยว่า 2012 Sylvaner Rosenberg, Vieilles Vignes, Domaine Barme's-Buecher นะคะ
24 วิว
4 ไลค์
0 คอมเมนต์
17 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์
สำหรับตัวรสชาติ ที่ชอบและสร้างความประทับใจให้เรามากๆ เลยคืออโวคาโดที่พันเป็นโรลมาค่ะ นุ่มนิ่มนวลละลายในปากมากๆ เลยค่ะ แล้วรสชาติก็มาแรงจัดชัดเต็มเหมือนเดิม รสเต็มปากเต็มคำมากๆ โดยตอนแรกเรากินแบบไม่ได้กินตัวเยลลี่ด้านล่างนะคะ จากนั้นก็ลองชิมเยลลี่ (สีแดงๆ) ด้านล่าง ปรากฏว่าขมปลายๆ นิดๆ และเปรี้ยวบางๆ (น่าจะจากเกรพฟรุ้ต) ค่ะ กินด้วยกันก็ส่งรสไปอีกแบบ เหมือนมีรสเยลลี่มาตัดนิดๆ ทว่าพอถามเพื่อนร่วมโต๊ะปรากฏว่า มีคนที่บอกว่าเยลลี่ขมเหมือนเราแค่คนเดียว ส่วนอีกสองท่านไม่ขมค่ะ เลยคิดว่าน่าจะเป็นเยลลี่คนละเซ็ตกัน ซึ่งโดยปกติไม่น่าจะขมแบบที่เราเจอนะคะ
ถ้าใครไม่อยากเสี่ยงกับรสขม (ถ้าเกิดไปเจอเหมือนเรา - จะลองชิมนิดหนึ่งก่อนก็ได้ค่ะ จะได้รู้ว่าควรกินคู่กันมั้ย เพราะมันจะเป็นการสร้างรสชาติแบบที่เชฟอยากให้ได้กินน่ะนะคะ) ก็แนะนำให้กินตัวโรลอย่างเดียวก็ได้นะคะ เพราะแค่ตัวโรลก็อร่อยมากๆ แล้วค่ะ
อ้อ ลืมให้ดูเครื่องดื่มที่เค้ามาเสิร์ฟค่ะ มี Sparkling Water ก่อน แล้วก็จะเป็นไวน์ขาวน่ะนะคะ
ต่อไปค่ะกับ La Cerise ซึ่งบรรยายไว้ว่า Cherry gazpacho with ricotta cheese and roasted pistachio นะคะ
16 วิว
3 ไลค์
0 คอมเมนต์
รสชาติตัวนี้ออกแนวเปรี้ยวนะคะ ทานแล้วจะค่อนข้างสดชื่นเลยแหละ ตัวพิตตาชิโอและชีสอร่อยมาก หอมมันค่ะ คนร่วมโต๊ะหลายคนชอบนะคะ เป็นตัวกระตุ้นน้ำย่อยที่ดีอีกตัวหนึ่งเลยหละค่ะ
หลังจากจบซุปไป ก็จะมีการเสิร์ฟไวน์ค่ะ เป็นไวน์แดงตามภาพเลยนะฮับ
21 วิว
0 ไลค์
0 คอมเมนต์
8 วิว
2 ไลค์
0 คอมเมนต์
21 วิว
1 ไลค์
0 คอมเมนต์
สำหรับไวน์แดงตัวนี้นะคะ พอจะเห็นขามั้ยเอ่ย? (ถ่ายมาได้ดีที่สุดเท่านี้ค่ะ แหะๆ) ค่อนข้างดื่มได้ลื่นดีค่ะ ดื่มง่าย ถ้าเปรียบไวน์ตัวนี้เป็นคนก็เป็นสาวน้อยวัยเยาว์หละค่ะ น่ารักตามวัย แต่ก็ไม่ได้งดงามขนาดต้องตะลึงพรึงเพริดหละนะคะ
ต่อไปค่ะกับ La Caille (Free range quail stuffed with foie gras served with potato puree and herb salad)
จานนี้เป็นจานหนึ่งที่เราค่อนข้างประทับใจนะคะ ซอสหอมกรุ่น นกกระทาเนื้อนุ่มฉ่ำ ตัวชิ้นอกยัดไส้ฟัวกราส์ ซึ่งจานนี้โอเคเลยค่ะ กินคำแรกก็อี้มมม เลยแหละ อย่างที่บอกว่าเชฟค่อนข้างถนัดหมัดตรงในคำแรกที่กินนะคะ ตัวมันบดที่มาด้วยกันก็อร่อยมาก เนยเต็มพิกัดและสามารถเติมได้ด้วยนะคะ เป็นจานหลักที่ดีเลยหละค่ะ
17 วิว
2 ไลค์
0 คอมเมนต์
18 วิว
1 ไลค์
0 คอมเมนต์
24 วิว
2 ไลค์
0 คอมเมนต์
ต่อกับของหวานจานนี้ค่ะ Fleur Caramel (Caramel lightness, tangerine jelly and sorbet) แค่ตอนเสิร์ฟแล้วเห็นหน้าตานี้สาวๆ รอบโต๊ะว้าวกันเลยหละค่ะ สวยป๊ะหละ คือนอกจากการจัดพรีเซนเตชั่นจะออกมาสวยงามตามสไตล์แล้ว ตัวภาชนะที่ใส่ก็เลือกมาให้ตรงคอนเซปต์กับอาหารแต่ละจานด้วยค่ะ อาร์ทมากๆ ปลื้มค่ะ
12 วิว
4 ไลค์
0 คอมเมนต์
ตัวนี้น่าจะสั่งต่างหากอีกเช่นกันค่ะ รวมทั้งชาปิดท้ายนะคะ ซึ่ง..ไม่มีเอิร์ลเกรย์ให้เลือกนะคะ แหะๆ เลยได้ดาร์เจียลิ่งมาแทนค่ะ ตัวช็อกโกแลตนี่ข้างในเป็นไส้คาราเมลเต็มๆ ด้วยนะคะ อร่อยดีค่ะ
9 วิว
7 ไลค์
0 คอมเมนต์
12 วิว
2 ไลค์
0 คอมเมนต์
15 วิว
3 ไลค์
0 คอมเมนต์
สรุปสำหรับร้านนี้ เราว่าควรไปกินกันสักครั้งหละนะคะ เราเองก็ไปลองคอร์สมื้อค่ำเร็วๆ นี้แล้วหละค่ะ แล้วจะมารีวิวอีกครั้งหนึ่งนะคะ
(รีวิวด้านบนคือ ความคิดเห็นของผู้ใช้ ซึ่งไม่ใช่ความคิดเห็นของ OpenRice)
โพสต์
รายละเอียดคะแนนรีวิว
รสชาติ
การตกแต่ง
บริการ
ความสะอาด
ความคุ้มค่า
วิธีการกิน
รับประทานที่ร้าน
ราคาต่อคน
฿1500